ประเด็นร้อนวงการคริปโตไทยยังไม่จบ! ก.ล.ต. ไม่นิ่งนอนใจ เผยความคืบหน้ากรณีอื้อฉาว ‘สแกนม่านตาแลกเหรียญ WLD’ ล่าสุด ‘เอนก อยู่ยืน’ รองเลขาฯ ก.ล.ต. ยืนยันประสานงาน ‘ดีเอสไอ’ อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ปลายปี 2568 ชี้มีการส่งหนังสือโต้ตอบข้อมูลลับกันต่อเนื่อง ลั่นพร้อมให้ความร่วมมือบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด หากพบการกระทำผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
จากกรณีที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการ Worldcoin (WLD) ที่มีการเชิญชวนประชาชนให้ไป “สแกนม่านตา” (Iris Scan) เพื่อแลกรับเหรียญดิจิทัลฟรี จนนำไปสู่คำถามเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพและความถูกต้องตามกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวชี้แจงสถานะการตรวจสอบแล้ว
เปิดไทม์ไลน์สอบสวน "ก.ล.ต. - DSI ซุ่มเงียบเดินเครื่องใต้น้ำ"
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. เปิดเผยไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐได้จับตาดูเรื่องนี้มาสักพักใหญ่แล้ว โดยตั้งแต่ธันวาคม 2568 ได้มีการประสานข้อมูลร่วมกับดีเอสไอ พร้อมทั้งส่งหนังสือเป็นทางการถึง ก.ล.ต. เพื่อขอให้เข้าให้การและข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการสแกนม่านตารับเหรียญ WLD ว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เข้าร่วมประชุมหารือมาโดยตลอด
ขณะที่ในช่วงรอยต่อดังกล่าวดีเอสไอแจ้งว่าจะส่งประเด็นคำถามและข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ ก.ล.ต. พิจารณาในรายละเอียด ซึ่งทาง ก.ล.ต. ก็ไม่ได้นิ่งเฉยและมีการประสานติดตามงานอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2569 ทางดีเอสไอส่งหนังสือด่วนมายัง ก.ล.ต. อีกครั้ง ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน
ล่าสุดวันที่ 7 มกราคม 2569 ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ทำหนังสือตอบกลับดีเอสไอไปเรียบร้อยแล้วทันที เพื่อให้การสอบสวนเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุด
จุดยืน ก.ล.ต. พร้อมเชือดตามกฏหมาย
นายเอนก ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า ก.ล.ต. พร้อมให้ข้อมูลทุกด้านกับดีเอสไอ และยืนยันที่จะ “ร่วมมือกันในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่”
ถ้อยแถลงนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องว่า ทางการไทยกำลังพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียด ทั้งในแง่ของการระดมทุน การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหากดีเอสไอสรุปสำนวนว่ามีความผิด ก.ล.ต. ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที
ทั้งนี้กรณี Worldcoin ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายไทยในการรับมือกับเทคโนโลยี Web3 ที่หมิ่นเหม่เรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) และกฎระเบียบการเงิน นักลงทุนและประชาชนที่เคยไปสแกนม่านตาต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดว่า รัฐจะ "ไฟเขียว" ให้ไปต่อ หรือจะ "สั่งเบรก" และดำเนินคดีตามกฎหมาย


