xs
xsm
sm
md
lg

พ.ร.บ.ขนส่งทางบก “อยู่ไหน” แอปเรียกรถโขกราคาปีใหม่ “แพง” กว่าปีก่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากการรวบรวมข้อมูลและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ (Ride-Hailing) ในช่วงเทศกาลปีใหม่ล่าสุด (30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569) พบว่าปัญหาหลักที่ผู้ใช้บริการต้องเผชิญมีความคล้ายคลึงกับช่วงเทศกาลปีก่อนๆ แต่ที่ “แย่กว่าเดิม” คือ การคูณราคาต่อระยะทางที่ “แพงกว่าเดิม”

โดยเฉพาะในคืนเคานต์ดาวน์และช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 มกราคม 2569 มีเสียงบ่นทั้งบนพื้นที่โซเชียล และข้อร้องเรียนเรื่องราคาพุ่งสูงผิดปกติ (Dynamic Pricing) พบระบบการปรับราคาตามความต้องการ (Surge Pricing) ที่พุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว นอกจากนี้ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มนอกระบบ โดยคนขับขอบวกราคาเพิ่มจากหน้าแอป ด้วยข้ออ้างว่าการจราจรติดขัดมาก หรือเป็นค่าเสียเวลาในช่วงเทศกาล ซึ่งถือว่าผิดกฎของแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ เนื่องจากมีความต้องการเรียกรถในบางช่วงเวลาสูงมาก หลายคนเจอประสบการณ์ถูกคนขับกดยกเลิกงานหลังจากรับงานไปแล้ว หรือโทรมาขอให้ผู้โดยสารเป็นคนกดยกเลิกเอง เพื่อที่คนขับจะได้ไม่เสียคะแนน แต่ผู้โดยสารต้องเสียเวลาและอาจเสียค่าธรรมเนียม

อีกทั้งหลายเสียงผู้บริโภค “บ่น” ตรงกันคือ การเลื่อนประกาศใช้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มแอปเรียกรถ ทำให้ยังเจอปัญหารถไม่ตรงปก มีการร้องเรียนเรื่องรถที่มารับไม่ตรงกับข้อมูลในแอป หรือสภาพรถไม่พร้อมใช้งาน รวมถึงความกังวลเรื่องการใช้ "รถป้ายขาว" (รถส่วนบุคคล) ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะผ่านแอป ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก “ประกาศเรื่องรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.17 และ รย.18)” หลังจากเมื่อปลายปี 2568 กรมการขนส่งทางบก ได้ขอให้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ประกาศขยายเวลาบังคับใช้ประกาศ เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18(3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จากกำหนดเดิมตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เป็นวันที่ 31 มีนาคม 2569

แอปเรียกรถเจ้าหนึ่ง ดุเดือดทั้งเสียงบนโซเชียล-นทท.

ทั้งนี้ แอปเรียกรถเจ้าหนึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ล่าสุด (ปลายปี 2568 - มกราคม 2569) พบว่ามีประเด็นการร้องเรียนที่เฉพาะเจาะจงและดุเดือดกว่าแพลตฟอร์มอื่น โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียและกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยหัวข้อที่ผู้บริโภคเจอประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ อันดับ 1 คือ ราคาพุ่งสูง และค่าธรรมเนียมแฝง (Pricing Scams) ผู้ใช้หลายรายร้องเรียนว่าราคาที่แสดงตอนกดเรียก (Estimate Fare) กับราคาที่ต้องจ่ายจริงเมื่อถึงที่หมายไม่ตรงกัน โดยราคามักจะพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว (เช่น จาก 36 บาท เป็น 200+ บาท) แม้การจราจรจะปกติ หรือแม้กระทั่งราคา Estimate Fare ที่แสดงบนหน้าจอก็สูงผิดปกติ เช่น ระยะทาง 5.5 กม. คิดค่าโดยสาร 148 บาท ซึ่งเมื่อสอบถามผ่านช่องทางเพจทางการของบริษัท ก็ได้รับคำตอบจากแอดมินเพจว่า “ในส่วนนี้ราคาจะขึ้นตามความต้องการของทางผู้โดยสารในเขตที่ทางคุณอยู่ ซึ่งเป็นช่วงสิ้นปีความต้องการขึ้น”

ขณะที่ ผู้โดยสารบางราย ก็มาแชร์ประสบการณ์บนโซเชียลว่า คนขับโทรมาต่อรองหรือขอเก็บเงินสดเพิ่ม โดยอ้างว่าเป็น "ค่าเทศกาล" หรือ "ค่ารถติด" และยังมีกรณีที่ขอให้ผู้โดยสารกดยกเลิกในแอปเพื่อจ่ายเงินสดทั้งหมดให้คนขับโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเจอคนขับที่ใช้เทคนิครถอยู่ไกลและการเทงาน (Cancellation Issues) คือ กดรับงานแล้วไม่ขยับ เพื่อบีบให้ผู้โดยสารเป็นคนกดยกเลิกเอง เพราะไม่สามารถรอนาน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่รุนแรงขึ้นในช่วงเทศกาลที่มีความต้องการใช้รถสูง

สำหรับปัญหาร้ายแรงที่เสี่ยงต่อปัญหาอาชญากรรม หรือความปลอดภัยของผู้โดยสาร ก็ยังคงพบอยู่ โดยมีรายงานการใช้บัญชีคนขับที่ไม่ตรงกับคนขับตัวจริง ซึ่งสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างมากในช่วงคืนข้ามปี อีกทั้ง แม้กระทั่งในเพจทางการของแอปเรียกรถค่ายนี้ ก็พบว่า มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเชิง complain เรียกร้องให้บริษัทตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะน้องสาวเรียกรถ และเจอคนขับพฤติกรรมแย่ ขับไปบ่นว่าผู้โดยสารไปตลอดทาง และเมื่อสังเกตตัวรถ และบัตรประจำตัวคนขับแล้ว ก็พบว่าไม่ตรงกับข้อมูลที่กดรับงาน

กรมการขนส่งฯ-กฎหมาย “ไม่เอาจริง” = จุดเสี่ยงผู้บริโภค

จากการรวบรวมเสียงสะท้อนบนพื้นที่โซเชียล พบข้อสังเกตว่า คนขับรถ มีหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับการที่ Bolt ได้อัปเดตข้อกำหนดการใช้งานสำหรับผู้ให้บริการ (Driver) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 15 มกราคม 2569 เพื่อปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับกฎหมายไทยมากขึ้น ทำให้คนขับบางส่วนที่ไม่สามารถปรับตัวตามกฎใหม่ได้เลือกที่จะ "เลือกรับงาน" หรือเรียกราคาเหมาแทน

โดยอัปเดตข้อกำหนดดังกล่าว มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายรถสาธารณะและใบขับขี่สาธารณะของผู้ให้บริการ ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขคือ เตรียมรถให้เป็นป้ายเหลือง/มีใบขับขี่สาธารณะให้ถูกต้อง (รย.18) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเมื่อถึงกำหนดบังคับใช้จริง ของประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18(3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

ขณะที่ เมื่อมองอีกในแง่มุมหนึ่ง หากหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงในกิจการประเภทนี้อย่างเช่น กรมการขนส่งทางบก ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาผ่อนผันในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ความเสี่ยงที่ผู้โดยสารจะต้องเผชิญอาจไม่ได้มีเพียงเรื่อง "ราคาแพง" แต่จะขยายวงกว้างไปสู่ปัญหาเรื่องความปลอดภัยและอาชญากรรม ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐไม่บังคับให้แพลตฟอร์มใช้ระบบยืนยันตัวตน (Digital ID) แบบ Real-time ปัญหา "คนขับสวมสิทธิ" หรือการขายบัญชีคนขับในตลาดมืดจะรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงของคนขับได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการชิงทรัพย์หรือคุกคามทางเพศ

อีกทั้ง ผู้โดยสารจะเสี่ยงต่อผลกระทบจากภาวะ "สุญญากาศ" ด้านประกันภัย (Insurance Gap) เนื่องจากรถป้ายขาว (รย.1) ที่ใช้รับจ้างผิดกฎหมาย ประกันภัยภาคสมัครใจมักมีเงื่อนไข "ไม่คุ้มครองหากนำรถไปใช้รับจ้าง" หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ผู้โดยสารอาจถูกลอยแพ ไม่ได้รับค่าชดเชยจากบริษัทประกัน และต้องฟ้องร้องคนขับเองซึ่งมักไม่มีกำลังจ่าย
……
กำลังโหลดความคิดเห็น