วงการคริปโตฯ สยองรับต้นปี! ผลวิเคราะห์ล่าสุดตีแผ่ความจริงสุดสลด เมื่ออาชญากรไซเบอร์เปลี่ยนโหมดสู่ ‘โลกความจริง’ ไล่ล่าทำร้ายร่างกายผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ ‘Wrench Attack’ ที่ทวีความรุนแรงและป่าเถื่อนขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะใน ‘ยุโรป-เอเชีย’ ที่กลายเป็นพื้นที่สังหารใหม่ เผยสถิติชี้ชัดราคาเหรียญพุ่ง ยิ่งดึงดูดโจร แม้ภัยไซเบอร์จะลดลง แต่ภัยประชิดตัวกลับน่ากลัวกว่าที่คิด
ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่มัวแต่ระวังการถูกแฮกกระเป๋าเงินผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Wrench Attack” (การทำร้ายร่างกายใช้กำลังบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์) กำลังกลายเป็นฝันร้ายที่จับต้องได้จริง เมื่อรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดระบุว่า การทำร้ายร่างกายเพื่อชิงทรัพย์สินดิจิทัลกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่น่ากังวลคือวิธีการของคนร้ายมีความ “รุนแรงและป่าเถื่อน” มากยิ่งขึ้น
เปิดสถิติเลือด ยุโรป-เอเชีย เป็นเป้าพื้นที่สีแดง
ฮาซีบ คูเรชิ (Haseeb Qureshi) ผู้บริหารจาก Dragonfly ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม X โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลเชิงลึกของ Jameson Lopp ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย Bitcoin ที่เก็บรวบรวมสถิติอาชญากรรมเหล่านี้มาอย่างยาวนาน
จากการแบ่งระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่การข่มขู่เล็กน้อยไปจนถึงขั้น “เสียชีวิต” (Fatal outcomes) ข้อมูลชี้ชัดว่าในช่วงปีหลังๆ มานี้ ค่าเฉลี่ยความรุนแรงของการโจมตีได้ยกระดับขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในเชิงภูมิศาสตร์พื้นที่ยุโรปตะวันตก และบางส่วนของ เอเชีย-แปซิฟิก กลายเป็นสมรภูมิที่มีอัตราการเกิดเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ในขณะที่อเมริกาเหนือแม้จะยังดูปลอดภัยกว่าเมื่อเทียบกัน แต่ตัวเลขผู้ถูกโจมตีก็ยังคงเพิ่มขึ้น
ยิ่งคริปโตราคาพุ่ง อันตรายเป้าหมายเพิ่ม
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของอาชญากรรมประเภทนี้หนีไม่พ้นเรื่อง “ราคา” เมื่อนำสถิติการโจมตีมาเทียบกับมูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ของคริปโตฯ จะพบความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน โดยความผันผวนของราคาสามารถอธิบายความถี่ของการเกิดเหตุได้ถึง 45% นั่นหมายความว่า ยิ่งราคาเหรียญสูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้โจรลงมือมากขึ้นเท่านั้น
ความจริงอีกด้าน ยิ่งเสี่ยงน้อยลงแต่ ‘ตาย’ ง่ายขึ้น?
อย่างไรก็ตาม คูเรชิ ได้ชี้ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจว่า หากนำจำนวนเหตุการณ์มาหารเฉลี่ยกับการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งาน (Normalized by user growth) จะพบว่าในทางสถิติแล้ว การถือครองคริปโตฯ ในปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อหัว “น้อยกว่า” ในปี 2558 และ 2561 เสียอีกเนื่องจากฐานผู้ใช้งานขยายตัวเร็วกว่าจำนวนอาชญากรรม
กระนั้น คูเรชิ ก็ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนที่ชวนให้ขนลุกว่า “ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่แบบฝึกหัดทางวิชาการ แต่มันคือเรื่องคอขาดบาดตาย” การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Security) สำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์สูง จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข่าวดีในข่าวร้าย โจรไซเบอร์ (Phishing) เริ่มถอย
ตัดภาพมาที่ฝั่งอาชญากรรมออนไลน์ รายงานจาก Scam Sniffer ระบุว่า ในปี 2568 ความเสียหายจากการโจมตีแบบ Phishing เพื่อดูดเงินจากกระเป๋า (Wallet Drainer) ลดฮวบลงเหลือ 83.85 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงถึง 83% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่สูงเกือบ 494 ล้านดอลลาร์ โดยจำนวนเหยื่อก็ลดลงกว่า 68% เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สแกมเมอร์ยังคงหากินตามวัฏจักรตลาด โดยยอดความเสียหายมักจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดคึกคัก (High on-chain activity) โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงที่ Ethereum แรลลี่อย่างร้อนแรง
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของอาชญากรรม เมื่อระบบป้องกันทางดิจิทัลเริ่มแข็งแกร่งขึ้น โจรจึงเลือกวิธีที่ "โลว์เทค" แต่ "ได้ผล" อย่างการบุกถึงตัว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนต้องระวังตัวในโลกความจริงไม่แพ้ในโลกดิจิทัล


