Metaplanet บริษัทจดทะเบียนในตลาดโตเกียว ผู้สะสมบิทคอยน์รายใหญ่ กำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังหุ้นร่วงกว่า 54% นับจากกลางเดือนมิถุนายน ทำให้โมเดลทุนแบบ “Flywheel” สะดุด ต้องเร่งเบนเข็มหาแหล่งทุนใหม่ในตลาดต่างประเทศ พร้อมเดินเกมออกหุ้นบุริมสิทธิ มูลค่ามหาศาล หวังรักษาสถานะผู้ถือบิทคอยน์รายใหญ่ของโลก แต่อนาคตยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง
Metaplanet บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงจากกลยุทธ์ “สะสมบิทคอยน์ตามรอย ไมเคิล เจ. เซย์เลอร์” อย่างดุดัน กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังราคาหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวดิ่งลงถึง 54% ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ทั้งที่บิทคอยน์เองยังบวกขึ้นราว 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ความผันผวนครั้งนี้ทำให้กลไกระดมทุนผ่าน “MS Warrants” ที่ออกให้ Evo Fund นักลงทุนรายหลัก สั่นคลอนอย่างหนัก
โมเดลระดมทุนดังกล่าวพึ่งพาการที่ราคาหุ้นปรับขึ้นเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนต่อเนื่อง แต่เมื่อหุ้นร่วงแรง การใช้สิทธิแปลงสภาพกลายเป็นทางเลือกที่ไม่จูงใจอีกต่อไป ส่งผลให้สภาพคล่องของ Metaplanet หดตัว กระทบโดยตรงต่อแผนการสะสมบิตคอยน์เชิงรุกที่เคยวางเป้าไว้สูงลิ่ว
ไซมอน เกโรวิช อดีตเทรดเดอร์จาก Goldman Sachs ซึ่งปัจจุบันนั่งเก้าอี้ซีอีโอ Metaplanet ยืนยันว่า บริษัทถือครองบิทคอยน์แล้วกว่า 18,991 BTC ติดอันดับ 7 ของโลกในกลุ่มบริษัทมหาชน โดยยังตั้งเป้าจะสะสมให้ได้ถึง 100,000 BTC ภายในปี 2569 และขยับสู่ 210,000 BTC ในปี 2570
หาแหล่งทุนทางเลือกใหม่ เบนเข็มสู่ตลาดต่างประเทศ
เมื่อ Flywheel หยุดหมุน เกโรวิช จึงต้องเปิดเกมหาแหล่งระดมทุนใหม่ โดยทาง Metaplanet ประกาศเดินหน้าขายหุ้นต่อประชาชน (Public Offering) ในตลาดต่างประเทศ มูลค่ากว่า 130.3 พันล้านเยน (ราว 880 ล้านดอลลาร์) พร้อมเสนอออกหุ้นบุริมสิทธิสูงสุด 555 ล้านหุ้น ซึ่งอาจทำเงินได้ถึง 555 พันล้านเยน (ราว 3.7 พันล้านดอลลาร์)
เกโรวิช ระบุว่า หุ้นบุริมสิทธิจะเป็นเหมือน “เกราะป้องกัน” ที่ช่วยเติมทุนโดยไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูกไดลูทมาก หากราคาหุ้นยังปรับลดลง พร้อมดึงดูดนักลงทุนญี่ปุ่นที่กำลังแสวงหาผลตอบแทน เนื่องจากหุ้นบุริมสิทธิมีดอกเบี้ยปีละไม่เกิน 6% และมีการกำหนดเพดานไม่เกิน 25% ของมูลค่าการถือครองบิทคอยน์ของบริษัท
ความเสี่ยงเพิ่มเมื่อดอกเบี้ยบิทคอยน์หาย กดดันกลยุทธ์หนีขาดทุน
นักวิเคราะห์ยังมองสถานการณ์อย่างระมัดระวัง โดย เอริก เบอนัว จาก Natixis ชี้ว่า “เบี้ยบิทคอยน์ (Bitcoin Premium) คือปัจจัยชี้ชะตากลยุทธ์นี้” ซึ่งหมายถึงส่วนต่างระหว่างมูลค่าตลาดของ Metaplanet กับมูลค่าบิทคอยน์ที่ถืออยู่ โดยเบี้ยดังกล่าวลดลงจากกว่า 8 เท่าในเดือนมิถุนายน เหลือเพียง 2 เท่า สะท้อนความเสี่ยงต่อการระดมทุนและการไดลูท
Metaplanet จึงสั่ง “พักการใช้สิทธิแปลงสภาพของ Evo Fund” ตั้งแต่ 3–30 กันยายน เพื่อปูทางไปสู่การออกหุ้นบุริมสิทธิครั้งใหญ่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการนี้จะเพียงพอพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่
ภาพรวมเชิงกลยุทธ์ ยังสุ่มเสี่ยง
แม้จะเผชิญปัญหาสภาพคล่อง แต่ Metaplanet ยังคงเดินหน้าในสมรภูมิการเงินโลก ล่าสุดถูกยกระดับจากหุ้นขนาดเล็ก (Small-Cap) ขึ้นเป็นหุ้นขนาดกลาง (Mid-Cap) ในดัชนี FTSE Russell’s Japan Index รอบทบทวนกึ่งปี เดือนกันยายน 2568 สะท้อนศักยภาพระยะยาวที่ยังไม่ถูกปิดตาย
อย่างไรก็ดี การร่วงลงของหุ้น Metaplanet คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่ากลยุทธ์ “สะสมบิทคอยน์เชิงรุก” ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อแหล่งทุนผูกติดกับราคาหุ้นและพรีเมียมบิทคอยน์ที่แปรผันตลอดเวลา การดิ้นรนหาแหล่งทุนทางเลือกจึงไม่ใช่เพียง “ทางรอดชั่วคราว” แต่ยังสะท้อนความพยายามรักษาภาพลักษณ์บริษัทในฐานะ “MicroStrategy แห่งญี่ปุ่น” คำถามคือ นักลงทุนจะยังศรัทธาในแผนการถือครอง BTC ระยะยาวหรือไม่ เมื่อความเชื่อมั่นกำลังถูกทดสอบอย่างถึงที่สุด