ภาพรวม สิงหาคม 2568 ตลาดหุ้นไทยเผชิญความผันผวนจากปัจจัยการเมืองในประเทศและเศรษฐกิจโลก โดยนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง ดันยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี 8.42 หมื่นล้านบาท รายย่อยซื้อสะสมมากที่สุดแล้ว 1.08 แสนล้านบาท คาดจะมีแรงซื้อจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาจากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFed รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนปัจจัยกดดันหนีไม่พ้นปัญหาทางการเมือง คาดกันยายนดัชนีมี Upside จำกัด และไตรมาส3 เป็นจุดต่ำสุดของปี นักวิเคราะห์แนะลงทุนหุ้นรายตัวอุ่นใจกว่า
ส่งท้ายเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนีหลักทรัพย์ปิดที่ระดับ 1,236.61 จุด ลดลง 13.448 จุด หรือ 1.08% มูลค่าการซื้อขาย 3.88 หมื่นล้านบาท รับข่าว ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า“แพทองธาร ชินวัตร” ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี
ต้องยอมรับว่า ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเผชิญสถานการณ์ทุกรูปแบบ ทั้งสถานการณ์ในประเทศ ภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมือง สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยเฉพาะไทย-กัมพูชา และสถานการณ์ต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือน (1ส.ค. ปิดที่ 1,218.33จุด) Set Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.26 จุด หรือ 1.50% แต่หากพิจารณาจากสิ้นเดือนกรกฏาคม 2568 (ปิดที่ระดับ 1,242.35จุด) พบว่า Set Index ลดลง 5.74 จุด หรือ 0.46%
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุนพบว่า ในเดือนสิงหาคม 2568 นักลงทุนต่างประเทศ ขายสะสม 2.17 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนทั่วไปซื้อสะสม 1.83 หมื่นล้านบาท และสถาบันในประเทศ ซื้อสะสม 3.85 พันล้านบาท ส่วนตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างประเทศ ขายสะเสมหุ้นไทยแล้ว 8.42 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วย บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสะสม 1.41 หมื่นล้านบาท และสถาบันในประเทศขายสะสม 8.51 พันล้านบาท โดยนักลงทุนทั่วไปซื้อสะสม 1.06 แสนล้านบาท
ก.ย.อาจเห็นแรงซื้อต่างชาติ
อย่างไรก็ตามในเดือนกันยายน 2568 หลายฝ่ายคาดว่า อาจได้พบสัญญาณที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง หลังจากช่วงเดือนสิงหาคมและกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่าสัญญาณชะลอขายหุ้นไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนมีความหวังต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันและหนุนการลงทุนในตลาดหุ้นได้
ไม่เพียงเท่านี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสไดรับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากรัฐบาลมีแนวโน้มเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองเศรษฐกิจและหนุนตลาดหุ้น
นั่นทำให้ Valuation ของหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และดูน่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะจากอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 4% ซึ่งถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค
แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทาย เริ่มจากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะสั้น ตามมาด้วยเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจบางประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย
รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 3/68 อาจยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อดัชนีได้ และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ นั่นเพราะหากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงสูงกว่าที่คาดการณ์ อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วเท่าที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุน (Fund Flow)
ย้อนรอยหุ้นไทยในรอบ 8 เดือน
ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยหากพิจารณาจากการซื้อขายวันแรกของปี 2568 (2 ม.ค.) ซึ่งดัชนีปิดที่ระดับ 1,379.85 จุด กับล่าสุด (29 ส.ค.) ซึ่งปิดที่ระดับ 1,236.61 จุด พบว่าดัชนีลดลง 143.24 จุด หรือ -10.38% สวนทางกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคและทั่วโลก
โดยปัจจัยภายในที่เป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง เริ่มที่ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมไม่เติบโตเท่าที่ควร ถัดมาคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น นำไปสู่แรงขายจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปรับน้ำหนักการลงทุนของดัชนี MSCI
ขณะที่ปัจจัยภายนอก ได้แก่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความกังวลจากประเด็นสงครามการค้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจเกิดขึ้น นั่นทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกบางอย่างที่ช่วยประคองตลาดไว้ได้ เช่น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาดในเอเชีย
แรงขาย LTF ทุบไตรมาสแรก
ตามข้อมูลดัชนี SET Index ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 (มกราคม - มีนาคม 2568) ได้รับแรงกดดันจากแรงขายจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนด โดยตั้งแต่ต้นปีมีแรงขายจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดไถ่ถอนจำนวนมาก ถัดมาคือความกังวลจากมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2568 และประเด็นภาษีสำหรับบริษัทข้ามชาติ
ขณะที่ในไตรมาส1/68 ยังเผชิญกัลประกอบการของหุ้น Big Cap ที่ต่ำกว่าคาด โดยหุ้นขนาดใหญ่ใน SET100 หลายตัว เช่น DELTA, AOT, และ CPALL มีผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและภาพรวมตลาด
ส่วนปัจจัยสนับสนุน ในไตรมาสแรกปีนี้ คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางต่างๆ ทั้งในสหรัฐฯ และไทย จะเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันพบสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ Valuation ในช่วงเวลานั้นมีความน่าสนใจ หลังจากที่ดัชนีปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ทำให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และมีการเข้ามาซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ไตรมาส 2 หลายปัจจัยไม่เป็นดังหวัง
ส่วนดัชนี SET Index ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 (เมษายน - มิถุนายน 2568) มีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนทางการค้าโลก ความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2568 ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องจากไตรมาสแรก
ตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ทำให้มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นไปตามคาด นำไปสู่แรงขายจากต่างชาติซึ่งยังคง โดยเฉพาะในช่วงที่ MSCI มีการปรับน้ำหนักดัชนี
ด้านปัจจัยที่สนับสนุน คือ ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 ของหลายบริษัทออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารและกลุ่มการเงิน ตามมาด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงานและปิโตรเคมี
ถัดมาคือ การลงทุนในโครงการภาครัฐที่กลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่น เป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้ไตรมาสนี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยยังคล้ายคลึงกับไตรมาสแรก โดยตลาดปรับตัวลงมาก ทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และมีบริษัทเข้ามาซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง
ไตรมาส 3 ลุ้น ดอกเบี้ยปรับลง
สำหรับในไตรมาสที่ 3/68 (กรกฎาคม - กันยายน 2568) ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน แต่ก็มีสัญญาณบวกที่อาจช่วยพยุงตลาดได้ โดยเริ่มที่ปัจจัยกดดัน ได้แก่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ถือเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนในครึ่งปีหลัง และคาดว่าไตรมาสที่ 3 อาจเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยแตะระดับต่ำสุด หากยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่
อีกทั้ง ตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า การเติบโตของ GDP ที่ต่ำกว่าคาด และการที่นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนลง สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ประเด็นถัดมาคือ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทย ถึงแม้จะมีการเจรจาทางการค้าที่คืบหน้าไปบ้าง
ส่วนปัจจัยสนับสนุน ในไตรมาส3/68 ถูกยกให้แนวโน้มที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่จะช่วยพยุงตลาดและกระตุ้นการลงทุน ประเด็นบวกถัดมาคือมูลค่าตลาดที่น่าสนใจ นั่นเพราะ หลังจากที่ดัชนี SET Index ปรับตัวลงมามาก ทำให้มูลค่าหุ้นไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจและถือว่าเป็นช่วงเข้าสู่ "Deep Value Zone" ซึ่งเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี
นอกจากนี้ยังได้ปัจจัยบวกจากเงินทุนต่างชาติไหลกลับ โดยปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติในบางช่วง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนตลาดในอนาคตได้ รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้จะมีความตึงเครียดด้านการค้า
ไตรมาสสุดท้ายหลายปัจจัยดึงดูด
ส่วนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 (ตุลาคม - ธันวาคม) ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัจจัยทั้งเชิงบวกและลบ แต่โดยรวมแล้วคาดว่าจะยังคงมีความผันผวนสูง ทำให้ปัจจัยกดดันที่ต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจ หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อหรือเกิดความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนได้
รวมไปถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เพราะมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย และเป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แม้จะมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มลดดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังมีแนวโน้มชะลอตัว
สำหรับ ปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทย ได้แก่เงินทุนต่างชาติไหลกลับ จากการที่ตลาดหุ้นไทยมีราคาที่ถูกลงมาก ทำให้ Valuation ดูน่าสนใจ เมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค หากเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณที่ดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่วัฏจักรขาลง อาจเป็นแรงดึงดูดให้เงินทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปลายปี เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนและกระตุ้นการลงทุนในประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น การกลับมาของนักท่องเที่ยวจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคบริการและช่วยหนุนผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง ยังรวมไปถึงผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงของตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ถือเป็นปัจจัยที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว
เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
จากการค้นข้อมูลพบว่าตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน (ณ เดือนสิงหาคม) นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายสะสมสูงถึงประมาณ 8.42 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเชิงบวกที่น่าจับตาในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นเดือนแรกที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในรอบ 10 เดือน
ส่วนแนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ เริ่มที่แนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต จะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) มีโอกาสไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ และกลับเข้ามาสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทย
แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม หากมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่คาดว่าจะดีขึ้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ แม้ที่ผ่านมาจะถูกรับรู้ในราคาหุ้นไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ไม่คาดคิดอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อีกครั้ง
ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงเหลือของปีนี้ จึงถูกแนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัว ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน
สถาบัน-รายย่อยล้าแล้วหรือยัง?
ส่วนเม็ดเงินจากกลุ่มสถาบันการเงินในประเทศ พบว่าตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิสะสมอยู่ที่ประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือมูลค่าการซื้อขายของสถาบันในประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 4-5 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่มากขึ้นในตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ภาพรวม สถาบันการเงินในประเทศจะยังคงเน้นการลงทุนแบบ "selective buy" เพื่อหาโอกาสจากหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน โดยคาดหวังปัจจัยบวกจากภาครัฐที่มีแผนเร่งรัดออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงการสนับสนุนธุรกิจบางกลุ่ม อาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้สถาบันในประเทศเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นได้มากขึ้น นอกจากนี้คือหากเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง จะเป็นแรงจูงใจให้สถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิเพื่อทำกำไรจากตลาดขาขึ้นในอนาคต
สำหรับนักลงทุนทั่วไป จากการค้นหาข้อมูลพบว่านับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน (ณ เดือนสิงหาคม) นักลงทุนทั่วไป (รายย่อย) เป็นกลุ่มที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยมากที่สุด ถึง 1.08 แสนล้านบาท ขณะที่ทิศทางในระยะสั้น คาดว่านักลงทุนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะยังคงเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวสารเชิงบวกหรือมีหุ้นรายตัวที่น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรในระยะสั้น
บทสรุปทิศทางหุ้นไทย
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้นักวิเคราะห์ คาดว่าตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ย. น่าจะเริ่มมี Upside ที่เริ่มจำกัด แม้จะมีความคาดหวังเชิงบวกต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของเดือน แต่คาดว่าจะเผชิญ แรงขายทำกำไร (Sell on Fact) จากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed และ ECB รวมถึงการเมืองในประเทศที่จะกลับมาให้น้ำหนักความเสี่ยงของการดำเนินนโยบายและเสถียรภาพรัฐบาลมากขึ้น
โดยแนวโน้มตลาดน่าจะยังอยู่บนความคาดหวังที่ถูกกดดันจากสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศที่กำลังผันผวน และทิศทางดอกเบี้ยโลกน่าจะเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างเป็นทางการ โดย Fed จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย -0.25% ในการประชุม 18-19 ก.ย. ส่วน ECB จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่สองอีก -0.25% ในการประชุม 12 ก.ย. อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดหลังจากนั้นน่าจะเริ่มมี Upside ที่จำกัด จากทั้งแรงขายทำกำไร (Sell on Fact) และมุมมองตลาดที่จะหันมาให้น้ำหนักด้านความเสี่ยงของการดำเนินนโยบายและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่มากขึ้น
จากภาพรวมข้างต้น นำให้มีหลายฝ่ายแนะนำนักลงทุนให้เน้นการลงทุนแบบเลือก (Selective Buying) ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โดยควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน
ส่วนหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยบวก ได้แก่ กลุ่มธนาคาร, กลุ่มพลังงาน, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกระจายความเสี่ยง โดยควรพิจารณากระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ