GULF เดินหน้าซื้อขาย 3 เม.ย.นี้ หลังควบรวม INTUCH ฉลุย พร้อมพลิกโฉมจากธุรกิจพลังงาน สู่ พลังงาน-โครงสร้างพื้นฐาน- สาธารณูปโภคและดิจิทัล โบรกฯ คาด กลับเข้าเทรดวันแรกที่ 48 -56.56 บาท มองแนวโน้มธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง ประเมินกำไรปีนี้พุ่ง 2.28 หมื่นลบ. ให้ราคาเป้าหมาย 53.25 บาท และ 70 บาท/หุ้น
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าได้รับหลักทรัพย์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าซื้อขายใน SET กลุ่มอุตสาหกรรม ทรัพยากร หมวดธุรกิจ พลังงานและสาธารณูปโภค ตั้งแต่ 3 เม.ย.68 เป็นต้นไป โดยจะไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) ของหุ้น GULF ในวันแรกที่มีการซื้อขาย (อย่างไรก็ดี หากในวันที่ 3 เม.ย. 68 ไม่มีการซื้อขายหุ้นสามัญของ GULF ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยังคงไม่มีการกำหนด Ceiling & Floor ต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีการซื้อขายหุ้นสามัญของ GULF) และเมื่อได้มีการซื้อขายหุ้นสามัญของ GUL Fแล้วในวันทำการถัดไป Ceiling & Floor ของหุ้นสามัญ GULF จะถูกปรับให้เป็นไปตามเกณฑ์ปกติ
ทั้งนี้ กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULFI และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ได้ดำเนินการควบรวมบริษัทและนายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัดรับจดทะเบียนควบบริษัทแล้ว ส่งผลให้บริษัทดังกล่าวสิ้นสภาพจากการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และ GULF จะรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของบริษัทข้างต้น
โดยตลาดหลักทรัพย์ ได้สั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ของ GULFI และ INTUCH จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนและรับหลักทรัพย์ของ GULF เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน GULF มีจำนวนหุ้นจดทะเบียนกับตลท. (หุ้นสามัญ) 14,939,837,683 หุ้น จำนวนหุ้นชำระแล้ว 14,939,837,683 หุ้น ราคา Par 1.00 บาหุ้น ทุนชำระแล้ว 14,939,837,683.00 บาท
ส่วนธุรกิจของ GULF ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding company) โดยมีบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ คือ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูโภค และดิจิทัล
หยวนต้า ให้เป้า 53.25 บาท ส่วนยูโอบีฯ ประเมินที่ 70 บาท/หุ้น
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทใหม่ GULF จะมีธุรกิจที่ครอบคลุมมากขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้าและสื่อสาร ทั้งนี้มองว่าแนวโน้มเทรนด์ทั่วโลกจะไปในทางนี้มากขึ้น ทั้งธุรกิจ Data center ที่ใช้กระแสไฟและระบบการสื่อสารจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นการต่อยอดธุรกิจที่น่าจะใหญ่มากขึ้น
ฝ่ายวิจัยให้ราคาเป้าหมายที่ 53.25 บาทต่อหุ้น แนะนำ "เทรดดิ้ง" เนื่องจากมองราคาหุ้นมีอัพไซด์ไม่เยอะมาก เมื่อเทียบกับราคาปิดสุดท้ายที่ 49.75 บาทต่อหุ้น
ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า GULF หลังควบรวมกิจการแล้วเป็นบริษัทใหม่ ฝ่ายวิจัยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 70 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าพื้นฐานแข็งแกร่งมาก โดยพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าเป็น IPP เกือบทั้งหมด จึงไม่รับผลกระทบจากการลดค่าอัตราไฟฟ้าผันแปร หรือ FT ของภาครัฐฯ และยังมีธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจท่าเรือที่จะมาช่วยหนุนการเติบโต รวมไปถึงการเข้าไปลงทุนใน ADVANC และ KBANK ทำให้ได้รับเงินปันผลจำนวนมาก ซึ่งสถานะของ GULF จัดว่ามีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
สำหรับปี 68 ผลการดำเนินงานของ GULF คาดว่าจะมีกำไรปกติประมาณ 22,800 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 20% จากปี 67
ทริสเพิ่มเครดิตองค์กรจาก A+ เป็น AA- สะท้อนฐานะการเงินแกร่ง
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า GULF ได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรจาก “A+” เป็น “AA-” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS) พร้อมเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทฯ เป็น “AA-” จาก “A” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่”
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตครั้งนี้สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นของ GULF ภายหลังการควบรวมกิจการกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ตลอดจนกระแสเงินสดที่มั่นคง การกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการได้รับเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC นอกจากนี้ การควบรวมกิจการยังช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันระหว่างธุรกิจพลังงานและธุรกิจดิจิทัล
“การได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเป็น “AA-” สะท้อนถึงความสำเร็จของการควบรวมกิจการ ซึ่งไม่เพียงแต่จะขยายขนาดสินทรัพย์ ฐานทุน และ EBITDA ให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ตัวชี้วัดเครดิตและความสามารถในการลงทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ หลังจากการควบรวมกิจการ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ของบริษัทใหม่จะลดลง เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถขยายการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป”