ตำนานการแต่งบัญชีงบการเงิน บริษัท กรุ๊ป ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL กำลังถูกปิดลงอย่างถาวร หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสั่งเพิกถอนการเป็นบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขเหตุแห่งการถูกเพิกถอน ไม่ส่งงบการเงินตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2564 ถึงไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ตามเวลาที่กำหนด
หุ้น GL จะเปิดการซื้อขายครั้งสุดท้ายใน 7 วันทำการ คือระหว่างวันที่ 11-23 เมษายนนี้ โดยกำหนดให้ซื้อขายด้วยเงินสดหรือบัญชีแคชบาลานซ์ โดยจะไม่มีการกำหนดราคาขึ้นลงสูงสุดในวันแรกที่เปิดให้ซื้อขายหุ้นเป็นครั้งสุดท้าย
นักลงทุนรุ่นใหม่ ๆ อาจไม่รู้ถึงพฤติกรรมหุ้น GL ซึ่งเป็นหุ้นเก็งกำไรร้อนแรงในอดีต ราคาเคยถูกลากขึ้นไปถึงประมาณ 60 บาท โดยนักลงทุนรายย่อย แห่เข้าไปเก็งกำไรกันอย่างคึกคัก เพราะผลประกอบการบริษัทฯเติบโตสูง ซึ่งเกิดจากการแต่งบัญชีงบการเงิน จนผู้ตรวจสอบบัญชีหมายเหตุในงบการเงินปี 2559
และวันที่ 16 ตุลาคม 2560 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศร้องทุกข์กล่าวโทษ นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ผู้บริหาร GL ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในความผิดทุจริต เบียดบังทรัพย์สินของบริษัท และทำบัญชีไม่ถูกต้อง โดยทำธุรกรรมอำพรางผ่านบริษัทที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศหลายแห่ง เพื่อให้ผลประกอบการของ GL สูงเกินความจริง
นายมิทซึจิให้ บริษัท กรุ๊ปลีส โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ GLH ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GL ที่ประเทศสิงคโปร์ ปล่อยกู้บริษัทในต่างประเทศหลายแห่ง โดยพบหลักฐานว่า GLH ให้กู้แก่บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไซปรัส 4 แห่ง และสิงคโปร์ 1 แห่ง เป็นเงินให้กู้รวมประมาณ 54 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนายมิทซึจิ เป็นผู้ควบคุมและเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
เมื่อบริษัททั้ง 5 แห่งได้รับเงินกู้จาก GLH ไปแล้ว ได้นำไปหมุนเวียนในกลุ่มบริษัทผู้กู้เพื่อชำระค่าดอกเบี้ยและเงินต้นคืนแก่ GLH เป็นงวด ๆ ซึ่งยอดดอกเบี้ยถูกนำไปรวมเป็นรายได้ในงบการเงิน อันเป็นการแต่งบัญชีและสร้างผลประกอบการของ GL ให้สูงเกินจริง ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมอำพราง การยักยอก ยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จในบัญชีและทำบัญชีไม่ตรงต่อความเป็นจริง รวมถึงบอกกล่าว เผยแพร่ ข้อความเท็จ ส่งผลกระทบต่อราคาหรือการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์
ราคาหุ้น GL ดิ่งลงแรงต่อเนื่อง ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์จะสั่งขึ้นเครื่องหมาย SP พักการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 โดยราคาปิดครั้งสุดท้ายรูดลงมาเหลือเพียง 65 สตางค์
นับตั้งแต่ปี 2564 นักลงทุนไม่อาจล่วงรู้ฐานะการเงินและผลประกอบการของ GL เพราะบริษัทไม่ส่งงบการเงิน แต่คาดเดาได้ว่า ผลการดำเนินงานคงย่ำแย่และก่อนหน้าที่ ก.ล.ต.จะกล่าวโทษ ผลประกอบการก็ไม่ดีอยู่แล้ว
เพียงแต่ผู้บริหารปิดบังอำพราง โดยการแต่งบัญชีงบการเงิน เช่นเดียวกับบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เพื่อกระตุ้นราคาหุ้น และนายมัทซึจิ คงโกยกำไรจากการปั่นราคาหุ้นไปจำนวนไม่น้อย
คดีนายมัทซึจิหายสาบสูญไปที่ DSI เช่นเดียวกับคดีปั่นหุ้นอื่น ไม่มีใครรู้ว่า คดีมีความคืบหน้าไปถึงไหน แต่นายมัทซึจิหอบเงินก้อนโตจากประเทศไทย เผ่นหนีไปเสวยสุขอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทิ้งความสูญเสียให้นักลงทุนรายย่อยที่ติดหุ้น GL กว่า 6,000 คน
GL กลายเป็นหุ้นเน่าอย่างสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว นักลงทุนที่พัดหลงเข้าไปซื้อหุ้นและถือติดมืออยู่ หมดโอกาสแก้ตัว โดยตัวการที่สร้างความเสียหาย ลอยนวลหนีเข้ากลีบเมฆ
แต่บริษัทจดทะเบียนที่เข้ามาปล้นนักลงทุนในตลาดหุ้น ยังมีอีกนับสิบนับร้อยบริษัท และหลายบริษัทเริ่ม ”ออกลาย” แสดงอาการแล้วว่า ฐานะกิจการกำลังย่ำแย่ ผลประกอบการทรุด ราคาหุ้นร่วงติดดิน ซึ่งจุดจบคงถูกตะเพิดพ้นตลาด
GL เป็นหุ้นอีกตัวที่อยู่ในฐานะซากศพและถูกจำหน่ายพ้นสาระบบตลาดหุ้นเท่านั้น
สิ่งที่ต้องไว้อาลัยคือ นักลงทุนรายย่อยอีกกว่า 6 พันชีวิตที่ล่มสลายไปกับหุ้น GL