บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) จำนวน 3 ชุด ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2568 ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “คงที่” โดยบริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้เพื่อชำระคืนหนี้ตราสารหนี้ และ ชำระคืนหนี้เงินกู้บางส่วน
ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไปจำนวน 3 ชุด คือ หุ้นกู้ชุดที่ 1 รุ่นอายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.45-3.60%ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 2 รุ่นอายุ 7 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.70-3.80% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 3 รุ่นอายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทนระหว่าง 3.85-3.95% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนบริษัทจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยคาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 25 และ 28-29 เมษายน 2568 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ผ่าน 6 สถาบันการเงิน ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)(BANPU) กล่าวว่า สำหรับหุ้นกู้ที่เตรียมออกและเสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป จำนวน 3 ชุด เป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “คงที่” สะท้อนถึงความเป็นผู้นำของบริษัทพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบัน บริษัทมุ่งดำเนินกลยุทธ์ “Energy Symphonics” ที่เน้น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การดำเนินงานและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและมูลค่าของธุรกิจ เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และการลดต้นทุนในธุรกิจเหมือง 2.การบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาระดับหนี้และทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับการเติบโตและผลประกอบการที่ดี 3.การบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ โดยเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่จะมาสร้างคุณค่าให้บริษัทในระยะยาว เช่น การสร้างการเติบโตของธุรกิจที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ และ 4.การบริหารจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง สร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น