'เฟรเซอร์ส โฮม' จับทิศทางนโยบาย 'ทรัมป์' เริ่มส่งผลกระทบให้ ศก.โลกคุกรุ่น แต่อสังหาฯ มียังมีปัจจัยบวก ดอกเบี้ยลงบ้าง ลุ้นให้มีข่าวดีเรื่อยๆ พร้อมระวังการลงทุน ปีนี้ขอเปิดเพียง 6 โครงการ มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท เน้นตลาดแนวราบ พร้อมเปิดแบรนด์ใหม่ ขยายโครงการขนาดเล็กเจาะตลาดในเมืองมากขึ้น มั่นใจปีนี้รายได้รวมเติบโตตามเป้าที่ 11,200 ล้านบาท พร้อมรอจังหวะเมกะโปรเจกต์ นิคมอุตฯ อารยะ 4,000 ไร่ เดินหน้าเต็มที่ ได้เห็นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามมา มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท
นายสมบูรณ์ วศินชัชวาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เปิดเผยว่า ตอนนี้เศรษฐกิจโลกเริ่มคุกรุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ที่เริ่มส่งผลกระทบตามมาแล้ว พอจะเห็นได้ว่าใครบ้างที่จะโดนหางเลขไปด้วย แต่ในปัจจัยเสี่ยงยังมีแรงเสริมข่าวดีจากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ลงมาเหลือเป็น 2% ซึ่งน่าจะได้เห็นข่าวดีที่ตามมาเลย
"เราจับกระแสเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว อุตสาหกรรมต่างๆ มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย มีความสนใจซื้อที่ดินเพื่อตั้งโรงงานมากขึ้น จากนี้ไป 1-2 ปี เราจะเห็นการจ้างงานเพิ่มขึ้น กลุ่มเฟรเซอร์สเรามีบริการครอบคลุมความต้องการของลูกค้า ภายใต้องคาพยพ ไม่ว่าจะมีบริการเรื่องที่อยู่อาศัย มีโรงแรม นิคมอุตสาหกรรม หรือลูกค้าจะเที่ยวห้าง เราก็พร้อมเสิร์ฟ"
สำหรับทิศทางของกลุ่มอสังหาฯ ในปีนี้ ระมัดระวังในการลงทุน ไม่เพิ่มภาระทางการเงิน โดยตั้งเป้าเติบโต 23% ด้วยยอดรายได้ 11,200 ล้านบาท มุ่งตอกย้ำความเป็นแบรนด์สากล ผ่านการนำเสนอโครงการใหม่ ขยายแบรนด์ใหม่ และดีไซน์ฟังก์ชันใหม่ ที่เน้นเข้าถึงจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มพรีเมียม และลักชัวรี มากขึ้น โดยวางเป้าเปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 9,803 ล้านบาท พอร์ตหลักในการพัฒนาโครงการจะเป็นแนวราบ 5 โครงการ มูลค่ารวม 9,353 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว และบ้านแฝดระดับลักชัวรี ไปจนถึงระดับบนอย่าง The Grand, Grandio และไฮไลต์แบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวไปแล้วอย่าง Gramour ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้ากลุ่ม mid - high พร้อมนำเสนอทาวน์โฮมพรีเมียมแบรนด์ใหม่ Goldina ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดทาวน์โฮมอย่างต่อเนื่อง และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ แบรนด์ KLOS รามอินทรา-แฟชั่น ต่อยอดความสำเร็จของคอนโดแบรนด์ KLOS รัชดา มูลค่าโครงการ 450 ล้านบาท และในอนาคต แบรนด์ KLOS จะมีการพัฒนาโครงการมากขึ้น มูลค่าสูงขึ้น
โดยภาพรวมธุรกิจที่อยู่อาศัยในปี 2568 คาดว่าจะมีสัดส่วนโครงการแบ่งเป็นแนวราบรวมทั้งหมด 79 โครงการ และคอนโด 2 โครงการ รวมมูลค่า 114,738 ล้านบาท และมีแผนรุกโครงการขนาดเล็กในเมืองมากขึ้นเพื่อ
ปัจจุบัน เฟรเซอร์สโฮม มี 7 แบรนด์ในสินค้าแนวราบ ครอบคลุมทุกระดับราคาที่มีความต้องการซื้อ เริ่มจาก THE ROYAL Residence บ้านหรู Ultra Luxury class ระดับราคา 100+ ล้านบาท THE GRAND บ้านหรู Luxury ระดับราคา 25-50 ล้านบาท GRADIO บ้านเดี่ยว บ้านระดับไฮเอนด์ ราคา 10-25 ล้านบาท และการเปิดแบรนด์ใหม่ ได้แก่ GRAMOUR บ้านแฝด ราคา 10-25 ล้านบาท GRAVITE ระดับราคา 8-10 ล้านบาท เจาะกลุ่มผู้บริหาร รายได้ 1-1.5 แสนบาทต่อเดือน ซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือมองเรื่องลงทุน GOLDINA ทาวน์โฮมพรีเมียม 5-8 ล้านบาท และการรักษาฐานลูกค้าเดิมผ่านแบรนด์ โกลเด้นทาวน์ ที่ปัจจุบันกระจายอยู่ 20 กว่าโครงการ
"ทาวน์โฮม มีดีมานด์ ยอดขายมาเรื่อยๆ แต่ลูกค้าอาจติดเรื่องสถาบันการเงิน เครดิตปล่อยกู้ อาจทำให้ดีเวลลอปเปอร์ในตลาดไม่กล้าเปิดทาวน์โฮม แต่ของเราขายดี ปิดไปแล้ว 6 โครงการ ซึ่งในปีนี้เราจะยังคงสร้างการจดจำแบรนด์เฟรเซอร์สโฮมให้มากขึ้น โดยจะจับกลุ่มลูกค้าระดับบน มีการปรับดีไซน์ใหม่ในบางโปรดักต์ เช่น ทาวน์โฮมพรีเมียมจะมีสไตล์กึ่งโมเดิร์น แต่จะมีเสน่ห์ของ English เข้าไปบ้าง" นายสมบูรณ์ กล่าว
สำหรับแผนสร้างที่อยู่อาศัยรองรับอาณาจักร ARAYA Industrial Estate (นิคมอุตสาหกรรมอารยะ) พื้นที่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เมกะโปรเจกต์บนเนื้อที่ 4,000 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กม.32 ว่า ช่วงนี้ไม่ได้อยู่ในเฟสของการพัฒนาที่อยู่อาศัย เนื่องจากคาดว่าเฟสแรกของการพัฒนานิคมฯ บนเนื้อที่ 2,000 ไร่ อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-5 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแนวโน้มการขายที่ดิน ซึ่งในระยะแรก ที่ดินเพียง 5-10 ไร่ เราอาจจะทำอพาร์ตเมนต์รองรับคนงานที่เข้ามาอยู่ในนิคมฯ แต่มูลค่าไม่มาก 100-200 ล้านบาท แต่ทางเราได้เตรียมที่ดินไว้พัฒนาโครงการจัดสรรขนาดใหญ่ บนเนื้อที่ 250 ไร่ ที่ครบทุกโปรดักต์ รวมมูลค่าโครงการกว่า 10,000 ล้านบาท
ในส่วนของกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนองค์กร จะดำเนินการภายใต้แนวคิด Together for the Greater Living - โลกที่ดี เริ่มจากชีวิตที่ดี
Function and Care - ใส่ใจทุกรายละเอียดการออกแบบทั้งยังสอดคล้องกับแนวทาง ESG ที่เน้นการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และเป็นส่วนหนึ่งในการลดค่าใช้จ่ายให้ลูกบ้าน สะท้อนผ่านการดีไซน์ฟังก์ชันในบ้านที่คำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น การออกแบบช่องแสง ลม และพื้นที่เพดานที่สูงกว่ามาตรฐานในบ้านซีรีส์ใหม่เพื่อการถ่ายเทอากาศที่สะดวกยิ่งขึ้น ลดอุณหภูมิภายในบ้านในช่วงกลางวัน ระบบกรองอากาศ Clean and Cool Air ที่ช่วยกรองเชื้อรา สารระเหย และฝุ่นได้ถึงระดับ PM 2.5 บริการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้ลูกบ้าน ฟังก์ชันห้องซัก ตาก รีดในร่มหมดกังวลเรื่องฝุ่น และฝนขณะตากผ้า รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่สวนสาธารณภายในโครงการสอดรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคใหม่ เช่น pet park พื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงที่เปรียบเหมือนสมาชิกในครอบครัว และเพิ่มการปลูกผักปลอดสารพิษนอกเหนือจากต้นไม้เพื่อการตกแต่งในพื้นที่สีเขียวรอบโครงการ เป็นต้น
Real Estate as a Service - ผ่านแนวคิด customer centric ในการนำเสนอบริการหลังการขายที่เข้าถึง และเข้าใจลูกบ้านนำนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผ่านแอปพลิเคชัน FTX ที่ช่วยลูกบ้านในการเข้าถึงกิจกรรม สิทธิพิเศษ แจ้งงานซ่อม และติดตามสถานะงานซ่อมได้สะดวก และรวดเร็ว
Sustainable Living - โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED v4.1 (Leadership in Energy and Environmental Design) สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวในระดับ Gold ซึ่งเป็นมาตรฐานรางวัลที่ได้รับความน่าเชื่อถือสำหรับอาคารสีเขียวในระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนับเป็นโครงการบ้านเดี่ยวแห่งแรกในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองสำหรับบ้านต้นแบบมาตรฐาน ภายใต้แบรนด์ The Grand ริเวอร์ฟร้อนท์ ราชพฤกษ์ - พระราม 5 โดยจะมีการนำหลักเกณฑ์การออกแบบบ้านที่ได้รับมาตรฐาน LEED มาปรับใช้ในทุกโครงการต่อจากนี้ ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยไทยอย่างต่อเนื่อง วางแผนยื่นขอรับรองมาตรฐาน TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) ซึ่งเป็นการประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย โดยสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI)
“เราต่อยอดจากกลยุทธ์ กอด - Secure Core, Embrace Future มายังธุรกิจที่อยู่อาศัยที่ยังคงมุ่งรักษาลูกค้าผ่านการเพิ่มการมีส่วนร่วมกับลูกบ้าน พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านการดำเนินงานที่โฟกัสสามส่วนคือ สินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ และฟังก์ชันใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเจเนอเรชันใหม่มากขึ้น นำเสนอบ้านคุณภาพด้วยการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่เข้าใจลูกค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน และอนาคตสอดรับกับจุดยืนของแบรนด์ในการสร้างสรรค์พื้นที่ ให้ประสบการณ์ที่ดีคงอยู่ (Inspiring experiences, creating places for good)