xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นใหญ่ BCP รายใหม่เจ๋ง! ซื้อ Big lot ถูกแถมได้ปันผล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ส่องศักยภาพ “บางจากคอร์ปอเรชั่น” แข็งแกร่งเพียงใด หลังจ่อเปิดชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ ตาม Big Lot ที่ปล่อยขายล็อตใหญ่ 123 ล้านหุ้นเมื่อเร็วๆนี้ เหตุโคตรโชคดีซื้อถูกแถมได้กำไรปันผลด้วย ยิ่งทำให้งงต่อการสินใจของผู้ขาย ขณะที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตาการเมืองมีเอี่ยวหรือไม่ เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่แรงจนอาจเกินปัจจัยพื้นฐาน

แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเหวี่ยงไปมาจนหลุด 1,200 จุด และเพิ่งรีบาวด์กลับมาที่ระดับเดิม แต่ต้องขอยกนิ้วให้กับราคาหุ้น บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นใหญ่ไม่กี่บริษัทที่ราคากลับอยู่ในช่วงขาขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 จน ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 38.25 บาท เพิ่มขึ้น 11.50 บาท หรือ 43% จาก 26.75บาท (18ธ.ค.)

ถ้าจะบอกว่า เป็นเพราะผลดำเนินงานโดดเด่นบริษัทสามารถทำรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5.94 แสนล้านบาท ถือเป็นการเติบโตที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งอยู่ระดับ 1.36 แสนล้านบาท ก็ยังอึดอัด เนื่องจากกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 2.18 พันล้านบาท ถือว่าลดลงไปอย่างมากจากปี 2566 ซึ่งบริษัทมีรายดีรวม 3.96 แสนล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1.32 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับ ROA และ ROE ปีล่าสุดที่ระดับ 8.48% และ 3.31% ถือว่าลดลงจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 8.80% และ 19.63% ด้วยเช่นกัน จนนำไปสู่ข้อชวนสงสัยว่า แล้วทำไมราคาหุ้น BCP จึงปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่นนี้

Big Lot ครั้งใหญ่ 4.53 พันล.

ล่าสุด (5มี.ค.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายการสรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ หรือ “Big Lot” ว่าพบBCP จำนวน 1 รายการ จำนวน 123 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 4.53 พันล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 36.57 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาในกระดาน โดยในวันดังกล่าวราคาหุ้น BCP อยู่ที่ 37.75 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าซื้อขายในจำนวนหุ้นเท่ากัน 4.61 ล้านบาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนสงสัยว่าใครเป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้น BCP เช่นเดียวกับผู้ที่ขายหุ้นดังกล่าวออกมา

 “มันน่าแปลกที่มีการซื้อ 1 รายการถึง 123 ล้านหุ้น ร่วม 9% ถือว่ามาก คนที่มีหุ้นBCP ขนาดนี้ ล่าสุดมีแค่ 3 กลุ่ม กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง 19.85% หรือ 273 ล้านหุ้น สำนักงานประกันสังคม (สปส.) 15.04% หรือ 210 ล้านหุ้น และกลุ่มใหม่อย่าง Capital Asia 10.00% หรือ 137 ล้านหุ้น” 

ทั้งนี้ มีการคาดว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีการขายหุ้น BCP ออกไป น่าจะผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนใหม่ที่เพิ่งได้หุ้นบริษัทมาไม่นาน เพราะหากพิจารณาราคาที่ขายกับราคาที่ซื้อนั้นใกล้เคียงกัน และหากเป็นเช่นนั้นยิ่งน่าสงสัยว่าผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ที่จะเข้ามาคือใคร

“เรื่องนี้น่าสนใจ หาก Capital Asia ขายออกนั้นเพราะอะไร ทั้งที่เพิ่งไล่เก็บหุ้น BCP มาเมื่อปีก่อน แค่ Capital Asia ได้หุ้นมาก็น่าแปลกใจแล้วว่าขายทำไม ทั้งที่ BCP ถือว่ามีอัตราการปันผลที่น่าสนใจและผลดำเนินงานอยู่ในระดับที่ดี อีกประเด็นคือการขายก่อนขึ้นเคื่องหมาย XD ก็เหมือนกับสละกำไรจากอัตราการปันผลงวดล่าสุด หากเป็นกองทุนวายุภักษ์ หรือ สปส.ยิ่งเกิดคำถามว่าขายทำไม? ปันผล45 สต./หุ้น เป็นเงินกว่าร้อยล้านบาทเลยนะ”

อีกประเด็นคือการซื้อขายเข้าออกของ สปส.ต่อ BCP ทั้งที่นี่คือบริษัทที่เหมาะแก่การลงทุนระยะยาวว่าผิดวิสัยกองทุนใหญ่ จะบอกว่ามีความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวเหรอ? ทำให้ สปส.เลยอยากขายหุ้น หรือ สปส.จะไม่ถือต่อแล้ว อย่างไรก็ตาม หาก สปส.ปล่อยขาย BCP ย่อมทำให้ราคาหุ้นบริษัทปรับตัวลง

 สัญญาณมาตั้งแต่ ก.พ.

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เคยมีการแสดงความคิดเห็นต่อการซื้อขายหุ้น BCP จากอดีตนักการเมืองที่ออกมาแสดงความคิดเห็นบ่อยครั้งอย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่ออกมาเตือนว่าให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของบริษัท โดยเฉพาะการขายหุ้นBCP จากผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะการเปิดทางให้กลุ่มทุนใหม่เข้าถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 25% แทนกบลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมกลุ่มหนึ่งที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นทั้งที่ BCP ถือเป็นบริษัทที่มีศักยภาพ 

“บางจาก เวลานี้เริ่มแต่งตัวใกล้เคียงกับปตท เพราะจากเดิมจะโดดเด่นในระดับหมู่บ้าน ระดับชุมชน แต่ตอนนี้เขาไปไกลกว่า ตอนนี้ในถนนใหญ่เขาเริ่มจะเข้ามาลุกขึ้นปตทอย่างช้าๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีกลุ่มคนผู้หวังดีเริ่มที่จะขับเขมือบกันอีกแล้วนะครับ เราคงจะได้เห็นปรากฏการณ์กันอย่างชัด เดี๋ยวคงจะมีอดีตผู้บริหารที่เขาทำหน้าที่ปกป้องบางจากคงจะได้ทยอยออกกันมาพูด”

เอ๊ะ! “สิงคโปร์” มาไว

ขณะเดียวกันจากการเฝ้าจับตาของคนในแวดวงลงทุน ก็เริ่มพบสัญญาณว่า ในช่วงที่ดัชนีหุ้นไทยมีแต่ขาลง แต่การเคลื่อนไหวของBCP หวือหวามาก โดยเฉพาะการปล่อยออกและรับเข้าของ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และการเข้ามาร่วมวงของกองทุนจากสิงคโปร์อย่าง Capital Asia Investments Pte Ltd

มีการจับสังเกตว่า การปล่อยหุ้น BCP ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมานั้น ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ขายออกพยายามทยอยปล่อยออกมาในสัดส่วนที่ละน้อยๆหรือคิดเป็นมูลค่าแค่หลักร้อยล้านบาท แต่เป็นการทยอยปล่อยออกมาเรื่อยๆให้เข้าไปรับเรื่อยๆจนว่าปัจจุบัน Capital Asia ถือเป็น 1 ใน 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ไปแล้ว  

โดยรายงานว่าในปี 2567 สปส.มีการเปลี่ยนมือของหุ้น BCP อยู่ 3 ครั้ง โดยวันที่ 14 มี.ค.67 ซื้อเพิ่ม 0.0342% ทำให้สัดส่วนเพิ่มเป็น 15.002% ต่อมาวันที่ 18 มี.ค. ขายออก 0.1106% เหลือ 14.8913% และกลับมาซื้อเพิ่มอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ค. จำนวน 0.1418% ทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 15.0493%

ขณะเดียวกันในช่วงปลายปี 2567 มีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาถือครองหุ้นบางจากฯ คือ CAPITAL ASIA INVESTMENTS PTE LTD โดยเริ่มถือครองครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ในสัดส่วน 5.9394% และซื้อเพิ่มอีก 4.0605% ในวันที่ 30 ธ.ค. ทำให้สัดส่วนการถือครองรวมเพิ่มขึ้นเป็น 10% และกลายเป็น 1 ในผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบริษัท เพียงแต่การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหึ้นใหญ่ของBCP ต่อตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นข้อมูล ณ วันที่ 5 ก.ย. 2567 จึงยังไม่มีรายชื่อของ Capital Asia ปรากฏขึ้นมา

 ขายล็อตใหญ่ทำได้ไม่กี่ราย

เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับสมมุติฐานว่า ผู้ที่จะสามารถปล่อยหุ้น Big Lotขนาด 123 ล้านหุ้นออกมาได้นั้น คงมีแต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรกของบริษัทเท่านั้นที่สามารถทำได้ ดูมีน้ำหนักมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวยิ่งทำให้นักลงทุนในตลาดเฝ้าจับตา เพราะการเข้ามาครอบครองหุ้นล็อต ดังกล่าวมากขนาด 123 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 8.99% นั้นเกิด 5% ถือว่าเข้าเงื่อนไขที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องรายงานสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆ นี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ ทำให้แวดวงตลาดทุนบางฝ่ายงง และไม่เข้าใจมุมมองของกลุ่มทุนใหม่ที่จะเข้าร่วมรับผลประโยชน์จาก BCP แม้จะการหยิบยกว่า น่าจะมาจากความแข็งแกร่งด้านสถานะการเงินของบริษัท ลามไปถึงอัตราส่วนเงินปันผลซึ่งที่ผ่านมาอยู่ระดับที่มากกว่า 5% ก็ตาม

“การที่ Capital Asia มาถือหุ้นนี่ก็มองว่าแปลกแล้ว ทั้งที่ BCP ธุรกิจโรงกลั่นกำลังถูกลดบทบาท จากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และสภาพการแข่งขันที่โอเวอร์ ซัพพลาย รวมถึงมูลค่าสินทรัพย์ที่อาจถูกตีราคาให้ต่ำลงจากสภาพของโรงกลั่น ที่แปลกยิ่งขึ้น 2 ในผู้ถือหุ้นใหญ่ปัจจุบันนั้นใช้โบรกเกอร์เดียวกัน ยิ่งต้องติดตามผลกระทบที่จะตามมาสำหรับวายุภักษ์ และ สปส. เมื่อมีผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่เข้ามา กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมทั้ง 3 รายไหนจะออกไป”

หนีไม่พ้นการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ เรื่องดังกล่าว ทำให้หลายคนคิดว่า มีผลกระทบหรือแรงกดดันจากกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะจากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลที่มีบทบาทต่อกระทรวงแรงงานซึ่งควบคุมดูแล สปส.นั่นยิ่งทำให้การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่เร็วๆนี้ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผุ้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มไหนที่ขายหุ้น BCP ออกมา เพราะประเด็นที่หลายคนเฝ้าจับตาคือความเกี่ยวข้องของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่กับกลุ่มการเมือง

 VI = Very Inside

ขณะเดียวกัน เริ่มมีการตั้งข้อสงสัยต่อราคาหุ้น BCP ที่ขยับขึ้น นั่นเพราะหากพิจารณาจากผลดำเนินงานปีล่าสุด (2567)ที่กำไรลดลงมาก แล้วมองไม่เห็นเหตุที่จะสนับสนุนให้ราคาหุ้นBCP ขยับตัว แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปี 2568 ธุรกิจของบริษัทจะกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ราคาปัจจุบันกับจุดต่ำสุดล่าสุดของราคาหุ้นนั้นมีส่วนต่างมากจนเกินไป ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ชวนสงสัยว่า มีข้อมูลจากภายในที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เตรียมจะประกาศรั่วไหลออกมาสู่ตลาดก่อนหรือไม่ ทำให้เริ่มมีการมองว่าการปรับขึ้นของ BCP ไม่น่าจะมาจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment)

 ตั้งเป้าปี 68 ธุรกิจสดใส

สำหรับศักยภาพพื้นฐานของบริษัท ล่าสุดผู้บริหาร BCP มั่นใจว่ายอดขายปี2568 จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก พร้อมกับการตั้งเป้าหมายว่าจะขยายสถานีบริการน้ำมันให้ได้อีก 100 แห่งเพื่อจะเพิ่มสัดส่วนของ market Share ให้กลับมาได้ที่ร้อยละ 30 อีกทั้งตั้งงบลงทุนอีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในโครงการขนาดใหญ่ทั้งเรื่องของพลังงานสะอาดทั้งธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบ M&A

โดยในส่วนของรายได้นั้นจะเติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 5.89 แสนล้านบาทเนื่องจากปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายจะเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก ส่วนกำไรหักดอกเบี้ยภาษีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายหรือ EBITDA และเชื่อว่าถ้าหากว่าราคาน้ำมันส่งตัวและค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งปี ดังนั้นเชื่อว่าปีนี้ผลงานจะดีกว่าปีที่แล้ว

 ปี 68 ขยายทุกธุรกิจ

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ BCP ตั้งเป้าปริมาณการผลิตน้ำมันเติบโต 8% อยู่ที่ 280,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนอยู่ที่ 258,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนปริมาณการขายรวมจะเพิ่มเป็น 1,210 ล้านลิตรจากปีก่อน 1,150 ล้านลิตรและค่าการกลั่นคาดว่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซเป็น 50,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อน 36,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ธุรกิจการตลาดทางบริษัทตั้งเป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมันใหม่จำนวน 100 แห่งจากณสิ้นปี 2567 ที่มีสถานีบริการรวม 2,163 แห่งโดยจะเน้นการขยายในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เปิดดำเนินการ ทำให้ Marketing ปีนี้จะอยุ่ที่ 30& จากปีก่อนนอยู่ระดับ 28.8%

 นั่นทำให้ในปีนี้ BCP ตั้งงบลงทุนปีนี้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ 2 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงิน 2 กลุ่มนี้จะเน้นไปที่การซื้อกิจการหรือ m&a เป็นหลัก 

นอกจากนั้นก็จะลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน 4.5 พันล้านบาท ธุรกิจการตลาด 2.9 พันล้านบาท ธุรกิจใหม่ 1.6 พันล้านบาท และธุรกิจผลิตชีวภาพ 1 พันล้านบาท

 โดยในปีนี้ BCP นั้นมี 2 โครงการสำคัญเตรียมเข้าลงทุนนะครับโครงการแรกคือโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนามขณะกำลังการผลิต 99 เมกะวัตต์มูลค่าโครงการ 4.5 พันล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินลงทุนปีนี้ประมาณ 1.8 พันล้านบาทโดยคาดว่าจะรับรู้รายได้และกำไรเข้ามาในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 

โครงการที่ 2 คือการลงทุนเหมืองแร่โปแตสที่จังหวัดนครราชสีมาสัดส่วนการลงทุน 65% มูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินลงทุนปีนี้ประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนหรือ SAF มูลค่า 8.5 พันล้านบาทปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 93% และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไกลมากที่ 2 ของปีนี้

ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2568 อนุมัติ  แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัท ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ บมจ. บางจาก ศรีราชา (BSRC) ที่ถือโดยผู้ถือหุ้นรายอื่น ไม่เกินจำนวน 631,859,702 หุ้น (คิดเป็นร้อยละ 18.3 ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ BSRC แลกกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจากฯ (Share Swap) ด้วยอัตราการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบางจากฯ ต่อ 6.50 หุ้นสามัญของ BSRC พร้อมทั้งประกาศแผนการเพิกถอนหุ้นของ BSRC จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน คาดว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากให้สามารถตอบสนองต่อโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความแข็งแกร่งของผลประกอบการทางการเงิน

ส่วนผลดำเนินงานในปี 2567 บริษัททำกำไรสุทธิ ที่ 2.18 พันล้านบาท ลดลง 83% เหตุขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ และสต๊อกน้ำมัน แต่มีกำไรจากการดำเนินงาน 6.12 พันล้านบาท ขณะที่มีปริมาณจำหน่ายน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์ 13.8 ล้านลิตร รวมถึงสามารถสร้าง Synergy สูงถึง 6.07 พันล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเท่าตัว พร้อมประกาศปันผลอีกอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย วันที่ 24 เมษายน 2568 โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 13 มีนาคม 2568


ธุรกิจแกร่ง-หลากหลาย

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แนโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินทิศทางธุรกิจของ BCPว่ายังคงเป็นน่าสนใจ ท่ามกลางค่าการกลั่นที่ผันผวน โดยแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมายที่ 47 บาท ท่ามกลางปีที่ท้าทายอีกปีของอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในปี 2568

ไม่เพียงเท่านี้ แนวโน้มธุรกิจของ BCP ยังคงโดดเด่น โดยคาดว่า BCP จะรายงานกำไรในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้าโดยได้แรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นที่สูงขึ้นของลงกลั่น 2 แห่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อค่าการกสั่นพื้นฐานธุรกิจการตลาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพของบริษัท

นอกจากนี้ SAF หรือเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนของ BCP จะเป็นไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งสำหรับปี 2568 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งส่งผลดีต่อสถานะการเงินของบริษัทด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันผลกระทบจากการเพิ่มทุนหุ้นจะมีค่อนข้างน้อย จากการที่ BCP ออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นของBRSC ผ่านการแลกหุ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิมของ BCP เพียง 7% โดยเชื่อว่าการควบคุมกิจการจะช่วยให้ต้นทุนปรับลดลงได้อีก และทำให้การบริหารหรือว่าจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้นใน ขณะที่ BCP จะไม่ต้องใช้เงินทุนเพื่อนำมาซื้อหุ้น BSRC เพิ่มเติมในรอบนี้

ในส่วนของ valuation นั้น ประเมินว่าราคาหุ้นยังมีเวลาในกลุ่มเดียวกันค่อนข้างมากปัจจุบันหุ้น BCP ซื้อขายที่ EBITDA 3.6 เท่าซึ่งต่ำกว่าบริษัทอื่นๆที่ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันในภูมิภาคที่มีการเทรดอยู่ที่ 10 เท่า ดังนั้นทำให้ตลาดมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มผลประกอบการของ BCP ท่ามกลางภาคการตลาดที่มีแรงกดดันลดลง โดยหุ้นมีการซื้อขายที่ P/E ปี 2568 ระดับ 6.4 เท่า

นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลก็ยังค่อนข้างน่าสนใจที่ 4-7% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ทำให้คงคำแนะนำซื้อสำหรับ BCP เพราะแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งและมีธุรกิจที่หลากหลาย โดยมีราคาเป้าหมายที่ 47 บาทอ้างอิงวิธีผลรวมของแต่ละธุรกิจทำให้ราคาเป้าหมายดังกล่าวที่เป็นปี 2568 ที่เพียง 3.9 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 7.4 เท่า


กำลังโหลดความคิดเห็น