ตลาดหุ้นยังคงปักหัวลงต่อไป ไม่มีการตอบรับใดๆ ในแผนของกระทรวงการคลังที่เตรียมออกมาตรการมากมาย เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา
การซื้อขายเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่าน ซึ่งประเดิมเป็นวันแรกของเดือนมีนาคม ปี 2568 ดัชนีหุ้นรูดลงอีก 15.34 จุด ปิดที่ 1,188.41 จุด ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี นับจากวิกฤตโควิด
จากจุดปิดที่ 1,400.21 จุด เมื่อสิ้นปี 2567 ช่วงเวลา 2 เดือนเศษ ดัชนีทรุดลงไปแล้วกว่า 110 จุด และมีแนวโน้มปรับตัวลงไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่อาจคาดหมายจุดต่ำสุดของรอบนี้ได้
กระดานหุ้นแดงฉาน เพราะหุ้นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ถูกเทขาย ราคาทรุดลงทั้งแผง และแทบไม่เหลือหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มไหนจะเป็นตัวกันชนหรือพยุงตลาดหุ้นไว้ได้
เพราะหุ้นขนาดใหญ่ทุกกลุ่มตกเป็นเป้าหมายในการขายทิ้งของนักลงทุนต่างชาติและกองทุนหุ้นระยะยาวหรือ LTF โดยแทบไม่มีแรงซื้อหุ้น ต้านทานแรงขายเลย
นักลงทุนรายย่อยในประเทศกำลังรับเคราะห์หนัก ถูกรุมสกรัม ถูกทุบหุ้นโยนใส่มือ จนต้องแบกหุ้นต้นทุนสูงไว้เต็มพอร์ต ขาดทุนกันปี้ป่น
นักลงทุนต่างชาติ ขายหุ้นระหว่างปี 2566-2567 จำนวนประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และนับจากต้นปี 2568 จนสิ้นสุดวันที่ 3 มีนาคม ขายหุ้นสะสมสุทธิ 19,525 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายหุ้นออก 8,024 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขายของ LTF และพอร์ตโบรกเกอร์ ขายหุ้นออก 2,216 ล้านบาท
ยังไม่มีมาตรการใดเพื่อหยุดยั้งแรงขายของ LTF ซึ่งคาดว่ามีหน่วยลงทุนที่ครบระยะเวลาสามารถขายออกได้อีกประมาณ 180,000 ล้านบาท และยังไม่มีมาตรการใดที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติกลับตลาดหุ้นไทยได้
ตลาดหุ้นไทยจึงตกอยู่ในภาวะตั้งรับแรงขายจาก LTF และฝรั่ง โดยผู้ซื้อเหลือเพียงนักลงทุนรายย่อย ซึ่งล้มหายตายจาก หมดเนื้อหมดตัวมากขึ้นในแต่ละวัน จนหมดแรง หมดกำลังและหมดแรงซื้อกันแล้ว
กราฟดัชนีหุ้นที่ดิ่งลงเหว เป็นภาพสะท้อนความไม่เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ไม่เชื่อว่าตลาดหุ้นจะฟื้นคืนสู่ความสดใส และไม่หลงเหลือความเชื่อมั่นใดในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในการปลุกเศรษฐกิจให้ฟื้น
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ที่นายกฯ แพทองธาร จะผลักดันให้โตระหว่าง 3-3.6% กลายเป็นตัวเลขบนความเพ้อฝัน โอกาสเกิดขึ้นเป็นจริงได้ยาก สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นจริง ซึ่งกำลังตกต่ำซบเซาสุดขีดและทุกคนสัมผัสได้
ดัชนีหุ้นที่ดิ่งลงหลุด 1,200 จุด นักลงทุนที่ทยอยถอนสมอ ขายหุ้นทิ้งหอบเงินกลับบ้าน เป็นสิ่งยืนยันในความล่มสลายในความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย
ความตกต่ำของตลาดหุ้นไทยครั้งนี้กินเวลายาวนานเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว และถือเป็นวิกฤตหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ รองจากวิกฤตราชาเงินทุน ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นฟุบนานถึง 8 ปี จากปี 2522 ถึง 2530
ความเลวร้ายของวิกฤตตลาดหุ้นแต่ละครั้งคือ ไม่มีใครทำนายได้ว่า ดัชนีจะไหลลงไปต่ำสุดที่เท่าไหร่ หุ้นจะซบเซายาวนานเพียงใด
เช่นเดียวกันวิกฤตหุ้นรอบนี้ ไม่รู้จะยืดเยื้ออีกเท่าไหร่ และดัชนีหุ้นจะลงไปจบที่ระดับใด
รู้กันแต่ว่า นักลงทุนอยู่ในภาวะสิ้นหวัง สิ้นศรัทธารัฐบาลแพทองธารที่ไม่เหลียวแล ไม่ใส่ใจแก้ปัญหาความตกต่ำของตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นจะพินาศอยู่แล้ว นายกฯ แพทองธารไม่เคยพูดถึงแนวทางฟื้นฟูสักคำ
ไม่รู้ทนนั่งดูดัชนีปักหัวดิ่งลงเหวทุกวัน ทนนั่งดูนักลงทุนในประเทศย่อยยับในแต่วันได้อย่างไร โดยไม่คิดจะกอบกู้ตลาดหุ้น
หุ้นที่ตกหนักจนหลุด 1,200 จุด เป็นดัชนีชี้วัดความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของ น.ส.แพทองธาร และไม่อาจปฏิเสธหรือหาเหตุผลใดมากลบเกลื่อน