SCB CIO คาดการณ์ประเด็นความกังวลด้านเศรษฐกิจถดถอย (Recession concern) โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2566 พร้อมคงมุมมองว่า Fed ECB และ ธปท. จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 2 แต่ไม่น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ แนะนำนักลงทุนป้องกันความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ต ส่วนสินทรัพย์เสี่ยงแนะนำลงทุน REITs สิงคโปร์และไทย จากค่าเช่าและอัตราการเช่าฟื้นตัว ขณะที่การลงทุนในหุ้นโดยรวมยังมีมุมมอง Neutral เน้นเลือกลงทุนตลาดหุ้นจีนและไทยที่มูลค่ายังน่าสนใจและมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวในระยะข้างหน้า
นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า SCB CIO ยังคงมีมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 2/2566 และไม่น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ ทั้งนี้ Fed น่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 0.25% ในการประชุมวันที่ 2-3 พ.ค. นี้ และคงดอกเบี้ยที่ 5.00-5.25% จนถึงสิ้นปี เพราะถึงแม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่ประเด็นความกังวลด้านเศรษฐกิจถดถอย (Recession concern) โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2566 ส่วน ECB อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงช้า แต่ความตึงเครียดจากภาคการเงินน่าจะทำให้ ECB ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ครั้งละ 0.25%
ในส่วนของ ธปท. น่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 31 พ.ค.นี้ และคงดอกเบี้ยที่ 2% จนถึงปลายปี 2566 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ในไตรมาสที่ 2/2566 แม้อุปสงค์ในประเทศจะมีการฟื้นตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการ แต่ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่มากกว่าคาดยังเป็นปัจจัยกดดันภาคส่งออกไทย
ทั้งนี้ จากความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มขึ้น เราแนะนำให้นักลงทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (Positive) ในพอร์ต โดยจากการวิเคราะของ SCB CIO พบว่า ช่วงที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงถดถอยสูง (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI <50 และหดตัวลงเรื่อยๆ) และเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง สินทรัพย์ที่มักจะถูกนำมาใช้ในการป้องกันความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หุ้นกู้คุณภาพสูง (Investment Grade) ของสหรัฐฯ และทองคำ
แต่เมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความผันผวน (Risk-adjusted return) จะพบว่า พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยได้ดีที่สุด ดังนั้น เราจึงปรับมุมมองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็น Positive และปรับมุมมองหุ้นกู้คุณภาพสูงเป็น Slightly Positive แต่ยังคงมุมมองหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ที่ Slightly Negative เนื่องจากส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากหุ้นกู้ High Yield เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลมักเร่งตัวขึ้น (ราคาหุ้นกู้ High Yield ลดลง) ในระยะถัดไปหลังการปล่อยสินเชื่อมีความเข้มงวดสูงขึ้น
นอกจากนี้ เรายังปรับมุมมองต่อทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือ DM REITs เป็น Slightly Negative จากความกังวลในประเด็นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ในกลุ่มออฟฟิศ และราคาบ้านที่ชะลอลงในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยแรงกดดันหลักที่มีต่อกลุ่มออฟฟิศมาจาก 1) ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและการมีหนี้ครบกำหนดชำระค่อนข้างมากในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า 2) การฟื้นตัวของรายได้ที่ช้ากว่าคาด หลังการเปิดเมือง เนื่องจากการทำงานแบบ Hybrid สำหรับอสังหาริมทรัพย์เชิงที่อยู่อาศัย ราคาที่อยู่อาศัยที่เริ่มชะลอลงตามแรงกดดันของดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การฟื้นตัวของค่าเช่าในอีก 12-18 เดือนได้รับผลกระทบตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมอง Slightly Positive ต่อ REITs ในสิงคโปร์และไทย ที่ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์การฟื้นตัวของค่าเช่าและอัตราการเช่าต่อเนื่อง
สำหรับการลงทุนในหุ้น (Neutral) ยังคงต้องติดตามงบไตรมาสแรกของปี 2566 และความเสี่ยงจากการถูกปรับลดคาดการณ์กำไร แม้ธนาคารกลางส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะเริ่มหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และความตึงเครียดในภาคการเงินของสหรัฐฯ และยุโรปยังเป็นปัจจัยกดดันทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มถูกปรับลดคาดการณ์ได้ในช่วงที่เหลือของปี โดยเรายังแนะนำให้เน้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีน A-share ที่คงมุมมอง Positive ตลาดหุ้นจีน H-share และตลาดหุ้นไทย เป็น Slightly Positive เนื่องจากมูลค่ายังน่าสนใจและมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวในระยะข้างหน้า