เจ มาร์ท กางโปรเจกต์ Synergy ผนึกพันธมิตรรายใหม่ เพื่อลงทุนเพิ่มอีก 2 ธุรกิจใหม่ ช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ เดินหน้าตามแผนลงทุนเพื่อสร้างฐานกำไร สนับนุน JMART ให้โตแบบ J-Curve
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART) เปิดเผยว่า ในปี 2565 มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จากพลังของกลุ่มที่ทำ Synergy ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 เริ่มเห็นภาพชัดเจน สนับสนุนในช่วงครึ่งปีแรกทุกบริษัทในกลุ่มเติบโต ขณะที่เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนของ BTS Group รวมทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท ได้รับเข้ามาในช่วงเดือนธันวาคมปี 2564 ที่ผ่านมา สนับสนุนให้กลุ่มบริษัทมีฐานทุนที่แข็งแกร่งขึ้น และเติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการขยายใน 3 ธุรกิจหลัก ด้านค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี ซึ่งจะมีทิศทางเชิงบวกต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง และคาดไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 จากผลงานของบริษัทในกลุ่มที่แข็งแรงขึ้น และการขยายไปยัง Ecosystem นอกกลุ่ม
ล่าสุด ได้ประกาศเข้าไปลงทุนใน PRTR สัดส่วน 15% โดยจะเริ่มเข้าไปลงทุน ณ วันที่ IPO ทำให้ JMART จะมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทำให้ Ecosystem แข็งแรงมากขึ้น เกี่ยวกับ Human resource โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน รวมทั้ง JMART Group ยังมีอีก 2 ธุรกิจที่น่าสนใจและเตรียมจะประกาศการเข้าไปลงทุนได้เพิ่มเติม ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 คาดใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจาก Ecosystem ที่แข็งแรงของ BTS Group รวมทั้ง มองโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านผ่านการร่วมมือกับพันธมิตร คาดจะเห็นความชัดเจนในช่วงปี 2566 ปัจจุบันอยู่ในช่วงการศึกษา ให้กลุ่ม JMART เติบโตในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล
นอกจากนี้ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT)และ บริษัทลูกของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK คาด KBANK มีแผนโอนขายหนี้ NPL ให้แก่ JK AMC ล็อตแรกจำนวน 50,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2565 เป็นต้นไป ปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตรรายใหม่ๆ เพิ่ม เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจบริหารหนี้ ขณะที่บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) บริษัทย่อยของ JMT มีแผน Spin off เพื่อระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
ขณะที่ ล่าสุดสร้างบล็อคเชนเป็นของตัวเอง JFIN Chain ด้วยลักษณะ Proof of Stake Configuration รวมทั้ง โครงการ JFIN Adoption ให้เกิด Tokenomic ที่แข็งแรง สนับสนุนกำไรและตัวเลขการเติบโตที่มีนัยสำคัญ เป็นการสนับสนุนฐานกำไร JMART ให้เป็น J-Curve โดยแท้จริง
นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (JAYMART MOBILE) เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกทำได้ตามเป้าหมาย มีรายได้รวม 4,692 ล้านบาท กำไรสุทธิเติบโตเท่าตัวอยู่ที่ 194 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรใกล้เคียงปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท สะท้อนความสามารถการบริหารจัดการ และความสำเร็จในการขยายพอร์ตสินค้า เริ่มเห็นยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตมากขึ้น โดยมีบริการสินเชื่อเสริมทัพ
มองครึ่งปีหลัง เข้าสู่ไฮซีซั่นของธุรกิจ จะเดินหน้านำสินค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาจำหน่าย เพื่อเพิ่มความหลากหลายมากขึ้น และได้เปิดแบรนด์ร้าน JIT ขยายกลุ่มสินค้าไอที เกมมิ่ง และสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น สมาร์ททีวี เป็นต้น ในแง่ช่องทางการจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ รวมทั้ง การเติบโตผ่าน Synergy shop ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเจมาร์ทเริ่มเปิดสาขาบนพื้นสถานีรถไฟฟ้า BTS 3 สาขาเรียบร้อยแล้ว สนับสนุนครึ่งปีแรกมี 309 สาขา คาดเปิดเพิ่มอีกราว 61 แห่งในครึ่งปีหลัง สนับสนุนสิ้นปีมี 370 สาขา ซี่งเป็นการขยายสาขาบน BTS รวม 12 สาขาในปีนี้
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) เปิดเผยถึง ประเมินทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลังของ JMT เป็นไฮซีซัน และคาดว่าจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก จากสถาบันการเงินต่างๆ ทยอยขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมา เพื่อรักษาภาพรวมหนี้เสียในระบบ และเป็นโอกาสของ JMT สนับสนุนผลงานในปี 2565 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ไม่น้อยกว่า 45% จากปีก่อน ย้ำภาพผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพแบบไม่มีหลักประกันอันดับ 1 ของประเทศ โดย ณ ครึ่งปีแรก JMT ใช้งบลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันไปแล้วจำนวน 1,122 ล้านบาท จากเป้าหมายปีนี้วางงบลงทุน 10,000 ล้านบาท สนับสนุนพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพอยู่ที่ 245,320 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองหนี้ที่ตัดต้นทุนหมดแล้ว (Fully amortized) 50,055 ล้านบาท
ด้านบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) บริษัทร่วมทุนระหว่าง JMT และ บริษัทลูกของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK คาด KBANK มีแผนโอนขายหนี้ NPL ให้แก่ JK AMC ล็อตแรกจำนวน 50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2565 เป็นต้นไป และปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตรรายใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจบริหารหนี้ ด้านบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) บริษัทย่อยของ JMT มีแผน Spin off เพื่อระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลท.ในอนาคต
นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) (J) เปิดเผยถึง ภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีแรก 2565 เราทรานฟอร์มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงมากขึ้นในฐานะ Retail Development ทำให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย และวางเป้ากำไรจะเติบโตในระดับ 100% ในสิ้นปี ผ่านการโฟกัส 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ธุรกิจพื้นที่เช่ามือถือ IT Junction ที่จะเริ่มเห็นการขยายสาขาใหม่ ที่บิ๊กซี รังสิต ในเดือนกันยายน หลังจากไม่ได้ขยายมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รับทิศทางการเติบโตตามเทรนด์เทคโนโลยี และโอกาสของตลาดมือถือลูกตู้ และจะเริ่มจับมือพันธมิตรรายใหม่เพิ่มเติม
ธุรกิจศูนย์การค้าคอมมูนิตี้มอลล์ ปัจจุบันมีจำนวน 5 แห่ง รวม 70,000 ตารางเมตร และจะไป 100,000 ตารางเมตรภายใน 2 ปีจากนี้ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างขยายโครงการ Jas Green Village ไปยังพื้นที่โซนบางบัวทอง วัดลาดปลาดุก เป็นโครงการที่ 6 ของบริษัท บนพื้นที่ 15 ไร่ คาดได้พื้นที่ขาย 15,000 ตารางเมตร แล้วเสร็จไตรมาส 3/2566 ปัจจุบันตอกเสาเข็มเรียบร้อยแล้ว คาดควบคู่การบุกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Senera ราว 79 เตียง และคาดจะขยายสาขาที่ 7 อีกหนึ่งสาขาในปีหน้า ที่สุขาภิบาล 3 รามคำแหง ลักษณะ Mixed-Use ร่วมกับ Office Building เพื่อให้เห็นพอร์ตศูนย์การค้าชุมชนที่แข็งแรงมากขึ้น สำหรับธุรกิจสร้างขาย ภายใต้โครงการคอนโด Newera และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือสองพร้อมอยู่ (JAS Property) ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) บริษัทย่อยของ JMT เป็นอีกธุรกิจที่เสริมรายได้เข้ามาเติมเต็มพอร์ต และกลุ่มธุรกิจ Health Care and Service สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ภายใต้แบรนด์ "SENERA" เป็นธุรกิจที่จะ Unlock Value ของ J อย่างแน่นอน เตรียมจะเปิดให้บริการแห่งแรกที่ศูนย์การค้าชุมชน JAS Green village คู้บอน ภายในสิ้นปี 2565 ตามแผน และสาขาที่ 2 คาดเปิดที่ JAS Green village บางบัวทอง ตั้งเป้า "SENERA" เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2567
นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER) เปิดเผย ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2565 กำไรทำนิวไฮต่อเนื่อง จากภาพรวมพอร์ตมีการเติบโต ชูกลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์ ที่โดดเด่น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กลุ่มตู้แช่ และตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ สะท้อนการบริหาร Product Mix ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การขยายพอร์ตสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (C4C) ภายใต้แบรนด์รถทำเงิน ของบริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (SGC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ยังคงเติบโตโดดเด่น ในงวดครึ่งปีแรกมีพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 13,475 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นสินเชื่อเช่าซื้อกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเชิงพาณิชย์ (Hire Purchase : HP) 41% สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (C4C) 56% คาดเป้าสิ้นปี C4C จะเติบโตขึ้น ขณะที่ ภาพรวมการควบคุมดูแลคุณภาพลูกหนี้ทำได้ดี มีอัตรา NPL อยู่ที่ 3.5 % ตั้งเป้า NPL สิ้นปีต่ำกว่า 4% แน่นอน