ลุ้นระทึก!สำหรับตลาดหุ้นไทย ว่าดัชนี SETจะหลุดระดับ 1,500 จุดหรือไม่ หลังจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 ระหว่างวันลดลงไปต่ำสุดที่ 1,517.51 จุด เป็นจุดต่ำใหม่ในรอบปี ก่อนจะกลับมาปิดตลาดที่ 1,533.37 จุด โดยถ้าเปรียบเทียบกับวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเป็นวันที่ดัชนี SET ปิดสูงสุด คือ 1,713.20 จุด เท่ากับห่างกัน 179.83 จุด หรือ -10.50% และ 10 หุ้นที่มาร์เกตแคปสูงสุดในตาราง มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างไรในวันที่ SET ต่ำสุดในรอบปี 65
1.AOT (บมจ.ท่าอากาศยานไทย) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 65.50 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 69.75 บาท เพิ่ม 4.25 บาท หรือ +6.49% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 996,427 ล้านบาท,ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์72.00 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 55.50 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน N/A% P/E Ratio N/A เท่า
AOT หนึ่งเดียวในธุรกิจสนามบิน หลังโควิดถล่มทำราคาทรุดลงไป 2 ปี ในปี 65 กลับมาแบบไม่ธรรมดา จากปัจจัยบวกหลายประการ โดยเฉพาะการเปิดประเทศอย่างเต็มที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา จนทำให้มาร์เกตแคป ที่เคยเป็นอันดับ 2 มายาวนาน พุ่งขึ้นชนะอันดับ 1 อย่าง PTT ไปได้ ด้านโบรคฯ เชื่อว่า AOT น่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว จึงคงแนะนำซื้อหุ้น AOT ให้ราคาเป้าหมาย 80 บาทต่อหุ้น
2.PTT (บมจ.ปตท.) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 39.50 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 33.50 บาท ลด 6.00 บาท หรือ -15.19% ,มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 956,860 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 41.25 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 32.75 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 5.93% P/E Ratio 9.51 เท่า
PTT ติดอันดับเป็นหุ้นที่ถูกขายชอร์ตมากสุด ในปี 65 (4 ม.ค.-11 ก.ค.) มูลค่า 34,602.03 ล้านบาท โดยสาเหตุทำให้มูลค่าชอร์ตเซลหุ้นไทยปีนี้ปรับตัวสูง เพราะทิศทางหุ้นไทยผันผวน จากมีหลายปัจจัยลบกดดัน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อสูง สงครามรัสเซีย ยูเครน ยังไม่จบ ดังนั้น ทำให้เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นก็จะมีแรงขายออกมา
3.PTTEP (บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 130.00 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 154.00 บาท เพิ่ม 24.00 บาท หรือ +18.46% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 611,377 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 178.50 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 100.50 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 3.19% P/E Ratio 16.42 เท่า
โบรกฯเชื่อว่าบริษัทจะรายงานกำไรไตรมาส 2/65 สูงขึ้น เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากปริมาณการขายและ ASP ที่ดีขึ้น และคาดได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบสูงต่อเนื่องไปในครึ่งปีหลัง จากตลาดตึงตัวจากผลกระทบจากการคว่ำบาตรรัสเซีย
4.ADVANC (บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 238.00 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 205.00 บาท ลด 33.00 บาท หรือ -13.86% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 609,712 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 242.00 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 169.50 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 3.77% P/E Ratio 22.82 เท่า
โบรคฯประเมิน รายได้บริการหลักเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/65 และในช่วงครึ่งหลังของปี 65 มีปัจจัยหนุนจากอัตราการเติบโต YoY ในระดับเลขสองหลัก ของธุรกิจบรอดแบนด์บ้าน และธุรกิจลูกค้าองค์กร ในส่วนที่ไม่ใช่โทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้จะมีปัจจัยกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ และการแข่งขันเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/65
5.GULF (บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 52.00 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 48.00 บาท ลด 4.00 บาท หรือ -7.69% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 563,191 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 52.75 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 32.75 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 0.92% P/E Ratio 59.71 เท่า
แนวโน้มกำไร ไตรมาส 2/65 ดีต่อเนื่องตามการเริ่ม COD โรงไฟฟ้า IPP อีก 662.5 MW รวมส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH นอกจากนี้ มีการขาย บ.ย่อย ที่ลงทุนใน BNB Coin ของ Binance มูลค่า 50.1 ล้านเหรียญฯ ให้กับ บจ.กัลฟ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)ซึ่งเป็น บริษัท ที่คุณสารัชถ์ CEO ถือหุ้นใหญ่ ทำให้ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสกุลเงินดิจิทัลลงไปได้
6.CPALL (บมจ.ซีพี ออลล์) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 65.75 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 61.25 บาท ลด 4.50 บาท หรือ -6.84% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 550,214 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 69.00 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 56.50 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 0.98% P/E Ratio 39.59 เท่า
ครึ่งหลังของปีนี้ มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง เพราะได้รับผลดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดประเทศ ซึ่งจะผลักดันยอดขายร้านเซเว่นฯ รวมทั้งยอดขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้า HORECA ของ MAKRO นอกจากนี้คาดว่าจะเห็นผลการดำเนินงานของโลตัสเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากการทยอยรีแบรนด์และรายได้ค่าเช่าฟื้นตัว
7.SCC (บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 397.00 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 371.00 บาท ลด 26.00 บาท หรือ -6.55% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 445,200 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 436.00 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 355.00 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 4.95% P/E Ratio 10.92 เท่า
คาดแนวโน้มในครึ่งปีหลัง SCC จะกลับมาทำกำไรเติบโตได้เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปีก่อน เพราะในช่วงเดียวกันปีก่อน ต้องเผชิญสารพัดปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ในพม่าจำนวน 3,635 ล้านบาท และคำสั่งล็อกดาวน์และปิดไซต์งานก่อสร้างในเดือน ก.ค. 64 ที่ทำให้กิจกรรมการก่อสร้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3/65
8. BDMS (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 23.20 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 27.00 บาท เพิ่ม 3.80บาท หรือ +16.38% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 429,084 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 27.75 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 21.50 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 1.67% P/E Ratio 42.74 เท่า
โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุ ราคาเป้าหมาย 31 บาท คาดกำไรไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 2,230 ล้านบาท (โต 53% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 35% เทียบไตรมาสก่อนหน้า) โดยโตเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากจำนวนคนไข้เริ่มกลับสู่ระดับปกติ หลังเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดลงเทียบไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาล
9.DELTA (บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 416.00 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 323.00 บาท ลด 93.00 บาท หรือ -22.35% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 402,904 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 790.00 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 287.00 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 0.52% P/E Ratio 52.82 เท่า
โบรคฯ คาดได้อานิสงส์ธุรกิจ Data Center ยอดขายและมาร์จิ้นแข็งแกร่ง ปัญหาขาดแคลนชิปคลี่คลาย เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2/65 คาดกำไรจะเติบโต YoY และดีขึ้นต่อเนื่อง HoH ในครึ่งแรกของปี 65 จากเข้าสู่ High Season และมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่ม Data Center และ EV
10.MAKRO (บมจ. สยามแม็คโคร) ราคา 18 ก.พ.65 ปิด 42.75 บาท ขณะที่ราคา 15 ก.ค. 65 ปิด 34.75 บาท ลด 8.00 บาท หรือ -18.71% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 367,666 ล้านบาท ราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 57.25 บาท ราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ 33.75 บาท อัตราเงินปันผลตอบแทน 1.46 % P/E Ratio 25.88 เท่า
โบรคฯมองว่าแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2/65 จะดีขึ้น คาดว่าจะมีกำไร 1,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 8.9% จากไตรมาส 1/65 สาเหตุที่กำไรดีขึ้น มาจากการรวมธุรกิจโลตัสเข้ามา คาดทำให้ยอดขายต่อสาขาเดิมเติบโต 2-3%
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ใน 10 หุ้นท๊อปเทนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ราคาจะดิ่งลงแทบทั้งสิ้น มีเพียง AOT PTTEP BDMS ที่มีผลตอบแทนราคาเพิ่มขึ้นนับจากวันที่ดัชนี SET สูงสุด และลดลงต่ำสุดในปี 2565 นั่นเอง!