xs
xsm
sm
md
lg

SCN กำไรตกรับผลโควิด-19

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"สแกน อินเตอร์" กำไรลดเหลือ 43.4 ล้านบาท ผลมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าขยายสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เมืองมินบูเฟส 2-4 ตามแผน ประเมินเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 4 เฟส โครงการจะมีรายได้กว่า 45 ล้านเหรียญสหรัฐ

ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN แจ้งผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2563 ว่า บริษัทมีรายได้จากการลงทุนและดำเนินงานรวม 1,495.7 ล้านบาท และรับรู้กำไรอยู่ 43.4 ล้านบาท โดยปี 2563 บริษัทมีผลการดำเนินงานลดลงจากปี 2562 เป็นผลมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภาคอุตสาหกรรม

บริษัทอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างและกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยหันมามุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เพื่อเข้ามาทดแทนและช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ให้มีสัดส่วนมากขึ้น โดยในปี 2563 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ณ เมืองมินบู สร้างผลประกอบการได้ดีกว่าคาดหมาย และการลงทุนในบริษัท สแกน แอดวานซ์ เพาเวอร์ จำกัด ที่ลงทุนในธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ปี 2563 ได้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนจากทั้ง 2 แห่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 371% ทั้งยังส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA สำหรับปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 20.3%

โดยในปี 2564 บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เร่งเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ณ เมืองมินบู กำลังการผลิตรวม 220 เมกะวัตต์ ดำเนินการก่อสร้างเฟส 2-4 แล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งคาดว่าเฟส 2 พร้อมจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ภายในปี 2564 สำหรับเฟส 3 และ 4 ในปี 2565 ประเมินว่าหากเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 4 เฟส โครงการจะมีรายได้กว่า 45 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการของ SCN มากขึ้นตามไปด้วย ด้วยสัดส่วนการลงทุนที่ 40%

ด้านโครงการ Solar Rooftop ที่เริ่มลงทุนในนามของบริษัท สแกน แอดวานซ์ เพาเวอร์ จำกัด (SAP) ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ในลักษณะ Private PPA มีโครงการทยอย COD เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเข้ามายัง SCN อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ปัจจุบันมีกำลังการผลิตในมือ 19 เมกะวัตต์แล้ว และตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 47 เมกะวัตต์ในปี 2564 และตั้งเป้าการติดตั้งรวมที่ 110 เมกะวัตต์ ภายในปี 2567 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะขาดการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติจากภาครัฐ ส่งผลให้อุปสงค์การใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ SCN ยังคงเป็น ‘ผู้นำธุรกิจก๊าซธรรมชาตินอกแนวท่อ’ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และพร้อมด้านการดำเนินงานก๊าซธรรมชาติทุกๆ ด้าน โดยมีผลงานเด่นเข้ามาต่อเนื่อง เช่น เมื่อปลายปี 2563 บริษัทได้สัญญาซ่อมบำรุงรักษาสถานีบริการก๊าซ NGV ปตท.มูลค่ากว่า 195 ล้านบาท ระยะเวลาสัญญา 2 ปี ทยอยรับรู้รายได้ทันที แสดงถึงศักยภาพความเป็นผู้นำของการผลิตและให้บริการ NGV ที่ยังคงได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องเพื่อรับหน้าที่ผู้บริหาร จัดการ ดำเนินการ ควบคุม ดูแลงานปฏิบัติการและงานซ่อมบำรุงให้องค์กรระดับประเทศ


กำลังโหลดความคิดเห็น