xs
xsm
sm
md
lg

เพิ่มโอกาสลงทุนรับตรุษจีน ชี้กระจายความเสี่ยงลงทุน "จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตั้งแต่ปี 2561 ทั่วโลกต้องเผชิญกับเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ต่างโจมตีกันด้วยภาษีนำเข้า-ส่งออกมาโดยตลอดตามหน้าสื่อต่างๆ ถ้าจะประมวลกันแล้วทำให้ภาษีนำเข้าสินค้านั้นขึ้นมาสู่ระดับมูลค่า 450 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สงครามการค้าดังกล่าวที่มีมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่นักลงทุนเป็นวงกว้าง และไม่ได้มีแค่เรื่องสงครามการค้า เรื่องการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ ไปจนถึงการเดินขบวนประท้วงในฮ่องกง ก็เป็นประเด็นที่ยืดเยื้อเช่นเดียวกัน

แม้ปี 2563 ประเดิมกันด้วยการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นข่าวเชิงลบ สร้างความหวาดระแวงให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ตลาดหุ้นร่วงเป็นโดมิโน แต่ในความตื่นตระหนกว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ก็ยังมีประเด็นเชิงบวกให้ใจชื้นจากฝั่งจีน ที่ได้ออกกฎหมายการลงทุนสำหรับต่างชาติฉบับใหม่ (new Foreign Investment Law) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 และเปิดให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมที่เปิดใหม่อีกหลายหมวด โดยครอบคลุมสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศของจีนด้วย ยิ่งไปกว่านั้นรายงานการบริโภคในจีนปี 2563 ของแมคคินซีย์ แอนด์ คอมปะนี (McKinsey & Company) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารชั้นนำของโลก ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของหลายๆ หมวดอุตสาหกรรม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวจีนล่าสุดนั้นออกมาแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 10 ปี ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในตลาดอุปโภคบริโภคของจีนนั้นยังดึงดูดการลงทุนจากนักลงุทนต่างชาติ และจีนยังเป็นตลาดที่แข็งแกร่งที่น่าลงทุน และสามารถสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้สำหรับธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ธนาคารจีนยังได้ประกาศการลดจำนวนเงินสำรองธนาคาร เป็นครั้งที่ 8 ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งจะทำให้มีเงินปล่อยสินเชื่อสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจจีนอีกราวๆ 115 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการดำเนินการของจีนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2563 รวมกับการลงนามข้อตกลงล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อที่จะผ่อนคลายสงครามการค้า เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มต้นศักราชใหม่เป็นไปอย่างสวยงาม

ส่วนฮ่องกง ที่ประสบปัญหาการประท้วงมาตั้งแต่ ก.ค.2561 และการขายหุ้นให้แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ชะลอตัวลง แต่ตลาดหุ้นยังคงคึกคัก คว้าแชมป์ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO มากที่สุดของโลกในปี 2562 ชนะตลาดหุ้น Nasdaq และ Shanghai ไปด้วยมูลค่าการระดมทุนกว่า 40,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จาก Alibaba และ Budweiser Brewing Co.APAC ที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีหุ้นน้องใหม่เครือร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดจากจีนแผ่นดินใหญ่ Jiumaojiu เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นบริษัทแรก เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ตามมาด้วยบริษัท IPO ถึง 7 บริษัทในวันเดียว มากที่สุดในรอบ 18 เดือน มีมูลค่าระดมทุนรวมกัน 2.65 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (341 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน และยังมีอีก 22 บริษัทเตรียมจ่อคิวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงในปีนี้ ทำให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นฮ่องกง และความเชื่อมั่นในฐานะตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย

สำหรับตลาดหุ้นไต้หวันนั้น นับว่าเป็นตลาดหุ้นที่น่าสนใจ โดยเมื่อปี 2562 ตลาดหุ้นไต้หวัน ได้ขยับขึ้นมา 7% นับตั้งแต่ระดับสูงสุดในปี 2533 ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ตลาดหุ้นไต้หวันฟองสบู่แตก ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจที่คึกคักในปี 2563 จะทำให้ตลาดการเงินไต้หวันมีความน่าสนใจ การเลือกตั้งในไต้หวันเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไต้หวัน ซึ่งเป็นไปตามคาดที่ ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน กุมชัยชนะในการเลือกตั้งไต้หวัน ได้ครองตำแหน่งผู้นำเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยคะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไต้หวัน และภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ทำให้ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ และบริษัทไต้หวันบางรายได้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนแผ่นดินใหญ่กลับสู่ไต้หวัน ทำให้ไต้หวันเป็นประเทศที่ได้รับชัยชนะอย่างคาดไม่ถึงจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้น โดยปีนี้ นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนเป็นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดในตลาดหุ้นไต้หวัน เนื่องจากยอดขายไอโฟนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี 5G และผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีฐานการผลิตอยู่ที่ไต้หวัน ประเด็นดังกล่าวได้สร้างสภาพคล่องมากยิ่งขึ้นให้แก่ตลาดหุ้นไต้หวันในปี 2563 และล่าสุด รัฐบาลไต้หวันก็ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2562 และ 2563 ขึ้น และการเติบโตของไต้หวันเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดในบรรดา “เสือแห่งเอเชีย”

และอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่ต้องกล่าวถึงในบรรดาตลาดหุ้นที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางภาวะกดดันจากนอกประเทศได้ ก็คือ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยปี 2562 นับว่าเป็นปีที่สิงคโปร์ต้องฝ่าฟันสงครามการค้า และวัฏจักรขาลงของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกือบจะทำให้สิงคโปร์เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาสที่ 2 และ 3 ถ้าไม่ได้กลุ่มบริการ และการกระเตื้องขึ้นของภาคการผลิตที่เข้ามาช่วยหนุน อย่างไรก็ตาม จากบทวิเคราะห์ของดีบีเอส ได้คาดการณ์ว่า ปี 2563 ตลาดหุ้นสิงคโปร์น่าจะดีขึ้น หลังมองว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์น่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ และมีแรงหนุนจากมูลค่าที่ถูก ผลตอบแทนจากอัตราเงินปันผลที่สูง และมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในตลาดโลก ยิ่งไปกว่านั้น ดีบีเอสยังระบุอีกว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสิงคโปร์ที่โตราว 5% เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นๆ เช่น เกาหลี มาเลเซีย และไทย ที่ผลประกอบการออกมาติดลบในปี 2562 ทำให้หุ้นในตลาดสิงคโปร์ดูจะแข็งแกร่งที่สุดในปี 2562 อีกทั้งในเชิงมูลค่า (Valuations) ของตลาดหุ้นสิงคโปร์ยังน่าสนใจ ในมุมของค่า P/E และเงินปันผล เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นกู้สิงคโปร์ ดีบีเอสมองว่า หากต้องการอัตราผลตอบแทนที่สูง ตลาดหุ้นสิงคโปร์สามารถให้นักลงทุนได้ โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงที่สุดในเอเชีย ประกอบกับเรื่องการจัดการนโยบายทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน ดีบีเอสเชื่อว่าจะทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างมากในตลาดหุ้น และอาจจะต้องมีการปรับประมาณการค่า P/E ขึ้นอีกด้วย

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า นักลงทุนที่ต้องการขยายขอบเขตการลงทุน เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน และเพิ่มเสถียรภาพให้พอร์ตผ่านการกระจายความเสี่ยง ตลาดหุ้นจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็เป็นอีกทางเลือกการลงทุนระยะยาวที่น่าเย้ายวน ด้วยรากฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และโครงสร้างตลาดทุนที่ประกอบไปด้วยธุรกิจระดับสากลที่หลากหลาย


กำลังโหลดความคิดเห็น...