xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ถือหุ้น JAS - MONO รับเคราะห์ / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศลงโทษผู้กระทำความผิด ในการปั่นหุ้น 2 คดีพร้อมกัน โดยหนึ่งในคดีปั่นมี นายพิชญ์ โพธารามิก ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ติดร่างแหไปด้วย


คดีแรก ก.ล.ต.ประกาศลงโทษนายพิชญ์และพวกอีก 4 คน ร่วมกันสร้างราคาหุ้น บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2558 และร่วมกันสร้างราคาหุ้น JAS ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2559


ก.ล.ต.ดำเนินมาตรการลงโทษในทางแพ่ง โดยปรับนายพิชญ์ในความผิดปั่นหุ้น JAS และ MONO รวมเป็นเงิน 156.60 ล้านบาท และปรับผู้ร่วมปั่นหุ้นที่เหลืออีกคนละ 5 แสนบาทในการปั่นหุ้นแต่ละบริษัท


ส่วนอีกคดี เป็นกรณีปั่นหุ้น บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA พฤติกรรมเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7 มกราคมถึง 27 มีนาคม 2558 โดยมีผู้ร่วมขบวนการปั่นหุ้น 6 คน หนึ่งในนั้นคือนางสาววราภรณ์ งามเศรษฐมาศ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับ นางนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานคณะกรรมการบริหาร AIRA และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 มีสัดส่วนการถือหุ้น 5.25 % ของทุนจดทะเบียน


ก.ล.ต.สั่งลงโทษในทางแพ่ง โดยปรับผู้ร่วมปั่นหุ้น AIRA ทั้ง 6 คน เป็นเงินรวม 5.59 ล้านบาท


การปั่นหุ้นทั้งสองคดีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 แต่ ก.ล.ต. เพิ่งประกาศลงโทษ หลังจากเวลาผ่านพ้นมา 4 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้ากระบวนการลงโทษ ทั้งที่การรวบรวมข้อมูลหลักฐานและพิจารณาลงโทษ น่าจะเสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปี


ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์เคยประกาศ จะเร่งรัดการตรวจสอบและดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาอันสั้น


แต่การดำเนินคดีขบวนการปั่นหุ้น JAS , MONO และ AIRA ก็ยังล่าช้าอยู่


อย่างไรก็ตาม การประกาศลงโทษปั่นหุ้นทั้ง 3 ตัว จะทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการซื้อขายหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงผิดปกติ เพราะอาจมีกลุ่มคนอยู่เบื้องหลังการสร้างราคา และทำให้นักลงทุนที่ตามแห่เข้าไปเก็งกำไรตกเป็นเหยื่อได้


เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มนายพิชญ์ที่ปั่นหุ้น JAS และ MONO หรือกลุ่มที่ปั่นหุ้น AIRA


การใช้มาตรการทางแพ่ง โดยสั่งปรับขบวนการปั่นหุ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษปรับเท่าใดนัก


เพราะความผิดในการปั่นหุ้น สร้างความเสียหายให้นักลงทุนในวงกว้าง และ ก.ล.ต. กับตลาดหลักทรัพย์ ไม่สามารถจับแก๊งปั่นหุ้นได้ทุกราย โดยแก๊งปั่นหุ้นบางกลุ่ม อาจหลุดรอดลอยนวลจากความผิด ทิ้งไว้แต่ความสูญเสีย


ดังนั้น เมื่อตรวจสอบพบ มีหลักฐานการกระทำผิด ก.ล.ต. จึงควรดำเนินคดีอาญาแก๊งปั่นหุ้นในทุกกรณี


สำหรับนายพิชญ์ เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพิ่งถูก ก.ล.ต. ลงโทษทางแพ่ง ในความผิดการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น JAS โดยปรับเป็นเงิน 58.77 ล้านบาท ก่อนจะถูกลงโทษซ้ำในคดีปั่นหุ้น


พฤติกรรมการนำข้อมูลภายในมาใช้แสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น และการสร้างราคาหุ้น ถือเป็นความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เป็นการเอาเปรียบนักลงทุนทั่วไป แต่นายพิชญ์กระทำความผิดร้ายแรงครบถ้วนทั้ง 2 กระทง


แม้จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนได้ แต่นายพิชญ์ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ JAS มีสัดส่วนการถือหุ้น 56.08% ของทุนจดทะเบียน และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ MONO ในสัดส่วน 64.29 % ของทุนจดทะเบียน ทำให้สามารถกำหนดนโยบายการบริหารงานบริษัทได้โดยทางอ้อม


การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ JAS และ MONO ถูกลงโทษในความผิดร้ายแรง ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนทั้งสอง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหุ้นทั้งสองบริษัท


เพราะหาไม่พฤติกรรมที่ไร้ธรรมาภิบาล อาจไม่เกิดขึ้นเฉพาะกรณีอินไซเดอร์และปั่นหุ้นเท่านั้น โดยนักลงทุนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามถึงการบริหารงานภายในองค์กร JAS และ MONO


แม้ ราคาหุ้น JAS และ MONO จะไม่สั่นไหวกับคดีปั่นหุ้น แต่สังคมคงลดความเชื่อถือและความไว้วางใจการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนทั้งสองแห่ง จนอาจหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่เคร่งครัดในธรรมาภิบาล


ผู้ถือหุ้น JAS และ MONO จำนวนรวมกันกว่า 35,000 คน ทุกคนต้องรับเคราะห์จากพฤติกรรมนายพิชญ์


(อ่านตอนต่อ เมื่อ AIRA มีคดีปั่นหุ้น ตลาดหลักทรัพย์จะรับบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนอีกหรือ)




กำลังโหลดความคิดเห็น...