xs
xsm
sm
md
lg

อสังหาฯ เปิดศึกสงครามราคา ขายตัดหน้าคู่แข่ง-เลหลังสต๊อกเก่า หวังปั๊มรายได้เร่งคืนหนี้แบงก์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

อลิวัสสา พัฒนถาบุตร
อสังหาฯหนีตาย เปิดศึกสงครามราคา ใหม่ขายถูกตัดหน้าคู่แข่ง บางรายตั้งราคาขายย้อนหลังไปเมื่อ 5 ปีก่อน ส่วนสต๊อกเก่าดั๊มราคา 30-50% ขายแบบเลหลัง แถมอัดโปรแรง ลด แจก แถมหวังสร้างรายได้เร่งคืนหนี้แบงก์

ากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวตาม ประกอบกับมาตรการ LTV ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้คอนโดมิเนียมเหลือขายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ตลาดบ้านเดี่ยวแม้จะมีความต้องการซื้อจากผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริง แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อทำให้การขายช้าลง

อย่างไรก็ตามปีนี้ถือเป็นปีทองสำหรับผู้ซื้อ สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในช่วง 3 ไตรมาสของปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ผู้ประกอบการเป็นผู้กำหนดราคามาเป็นตลาดของผู้ซื้อที่เป็นตัวกำหนดราคาในแต่ละทำเลว่า ราคาที่เหมาะสมที่กำลังซื้อจะเข้าถึงได้ที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณไหน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากสำหรับการตั้งราคาขายของโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆที่จะเปิดขายในแต่ละทำเล เพราะแม้ว่าโครงการจะตั้งอยู่บนทำเลที่โดดเด่น เป็นที่ต้องการ แต่หากตั้งราคาขายสูงเกินไป อาจทำให้ขายไม่ออกหรือขายได้น้อยกวาที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ก็เป็นได้ และอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องยุติการพัฒนาโครงการ คืนเงินลูกค้า สุดท้ายต้องกับไปเปลี่ยนรูปแบบโครงการใหม่ ใช้แบรนด์ที่มีราคาถูกลง และเปิดขายอีกครั้ง

ขนสต๊อกคอนโดฯลด 50% ขายเลหลัง
นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า สำหรับสต๊อกเหลือขายในย่านใจกลางเมือง (DOWNTOWN) ได้แก่ สีลม สาทร ลุมพินี สุขุมวิท รอบนอกสุขุมวิท ปทุมวัน ริมแม่น้ำ พระราม 3 มีจำนวน 13,678 ยูนิต จากทั้งหมด 33,544 ยูนิต หรือขายไปแล้ว 60% ส่วนพื้นที่รอบนอก มีจำนวน 117,774 ยูนิต เหลือขาย 38,557 ยูนิต หรือขายไปได้แล้ว 65% ซึ่งยังมีสินค้าเหลือขายค่อนข้างเยอะที่ผู้ประกอบการจะต้องระบายออก

“ในอดีตปี 2540 การเคลียร์สต๊อกของผู้ประกอบการคือการขายเลหลังลดราคาลงมากว่า 50% เพื่อระบายสต๊อกไปเลย แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้ลองขายมาก่อนเมื่อขายไม่ออก ก็เชื่อว่าจะมีการขายแบบเลหลังเกิดขึ้นหรือขายลดราคา 50% ซึ่งผู้ประกอบการจะลดราคามาและจะมีราคาอยู่ราคาหนึ่งที่ขายได้จริง แต่อยู่ที่ว่าผู้ประกอบการจะยอมลดราคาลงมาหรือไม่ ต้องการจะเคลียร์สต๊อกที่มีอยู่ออกไปเร็วแค่ไหน”นางสาวอลิวัสสา กล่าว
ภัทรชัย ทวีวงศ์
สงครามราคา กลยุทธ์สุดท้ายของผู้ประกอบการ
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า อัตราการขายคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในปีนี้ถือว่าต่ำมากเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงไตรมาส 1/2562 โครงการเปิดใหม่ 8,443 ยูนิต มีอัตราการขาย 46% ส่วนไตรมาส 2 เปิดตัวใหม่ 9,632 ยูนิต อัตราการขายเพียง 40% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่วนไตรมาส 3 เปิดตัวใหม่ 11,059 ยูนิต อัตราการขายขยับขึ้นมาเป็น 45% ส่วนหนึ่งมาจากยอดขายของผู้ประกอบการบางรายที่ทำการตลาดมาก่อนพีเซลล์ทำให้มียอดขายสูงและดึงให้ค่าเฉลี่ยของตลาดในไตรมาส 3 เพิ่มสูงขึ้น

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการจะปรับตัวด้วยการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่หรือลดลงจำนวนลงจากช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 25561 เปิดตัวโครงการใหม่เฉลี่ย 45,000 ยูนิต ในขณะที่ปีนี้โครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวโครงการใหม่รวม 3 ไตรมาสจำนวน 29,134 ยูนิต

ส่วนในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าจะมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ประมาณ 15,000-17,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเฉพาะในทำเลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายเส้นจรัญสนิทวงศ์และเพรชเกษม มีผู้ประกอบการ 3 รายที่มีแผนขายคอนโดมิเนียมรวมกว่า 6,000 ยูนิต ได้แก่ ศุภาลัย พาร์คแลนด์ และไรส์แลนด์ ขณะที่ในทำเลมีคอนโดมิเนียมเหลือขายมากถึง 8,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมตลาดด้วยการเพิ่มซัพพลายเข้าไปจำนวนมาก

จากการวิจัยตลาดของ คอลลิเออร์สฯ พบว่า หลังจากมาตรการ LTV มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เม.ย. 2562 มีคอนโดมิเนีรยมเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพมหานครลดลงกว่า 10,399 ยูนิตหรือคิดเป็น 33.4% จากที่เคยเปิดขายใหม่อย่างร้อนแรงในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 และพบว่าปี 2561 มีคอนโดฯเปิดขายใหม่มากถึง 66,000 ยูนิต และ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีซัพพลายคอนโดฯเปิดขายใหม่กว่า 166,735 ยูนิต

สำหรับในช่วงไตรมาส 3/2562 ผู้ประกอบการยังคงชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ โดยพบว่ามีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่เพียง 24 โครงการ จำนวน 11,059 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 46,660 ล้านบาท โดยเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 66.4% หรือประมาณ 7,342 ยูนิต และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กประมาณ 3,717 ยูนิตหรือคิดเป็น 33.6 % ถึงแม้ว่าอุปทานเปิดใหม่จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2562 ประมาณ 1,424 ยูนิต หรือประมาณ 14.78% แต่พบว่าลดลงกว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีก่อนหน้าถึง 51%

“ผู้ประกอบการหลายรายมีการปรับลดแผนการพัฒนาโครงการสำหรับปีนี้ลง และเลื่อนการเปิดตัวบางโครงการออกไป และยังคงเน้นระบายสต็อกที่ยังคงเหลือขายในตลาดโดยเฉพาะอุปทานในส่วนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเหลือขายที่ยังคงสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน” นายภัทรชัย กล่าว

เปิดศึกสงครามราคา
สต๊อกคงเหลือยังคงเป็นปัญหาหนักอกของผู้ประกอบการในการระบายออก แต่การลงทุนใหม่ก็ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง การลงทุนโครงการคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน นอกจากการเลือกสินค้าและทำเลแล้ว การใช้กลยุทธ์การตลาดที่เข้มข้นมากขึ้นยังเป็นอีกทางรอดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” ซึ่งหากต้องการขายได้ผู้ประกอบการจะต้องตั้งราคาขายสินค้าใหม่ให้ถูกกว่าสินค้าเก่าที่มีขายในตลาด บางรายตั้งราคาขายย้อนหลังไปเมื่อ 5 ปีก่อน นอกจากราคาขายที่ถูกลงแล้ว รูปแบบของสินค้าจะต้องตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายรายที่ซื้อที่ดินมาก่อนหน้านี้ เดิมวางแผนจะพัฒนาสินค้าในระดับที่สูง เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แต่ในปัจจุบันจะต้องปรับเชกเมนต์ของสินค้าใหม่ เพื่อให้สามารถขายในราคาที่ถูกลง แต่ไปเพิ่มจำนวนห้องชุดให้มากขึ้น

ยกตัวอย่างทำเลย่านจรัญสนิทวงศ์แนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน พบว่า บริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ IDEO จรัญฯ 70 -ริเวอร์วิว ในระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียงแค่ 295 เมตรเท่านั้น ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 1.59 ล้านบาท หรือเพียงแค่ตารางเมตรละ 62,000 บาทเท่านั้น ซึ่งสร้างความหนักใจให้กับโครงการคอนโดมิเนียมที่เคยเปิดตัวในช่วงก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก เนื่องจาก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ย่านนั้นมีการเปิดตัวอยู่ที่ประมาณ 1.89 - 2.49 ล้านบาท หรือราคาขายเฉลี่ยเริ่มต้นที่ประมาณ 85,000 - 94,780 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งกลายเป็นสงครามราคาที่เสมือนว่าย้อนเวลากลับไปประมาณในช่วง 5 ปีก่อนหน้า

ทำเลย่านจรัญสนิทวงศ์ พบว่าอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขาย ณ เดือน กันยายน พ.ศ. 2562 ทั้งหมดประมาณ 11,077 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 7,154 ยูนิต หรือคิดเป็น 64.6% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 3,923 ยูนิต หรือคิดเป็น 35.4%

ทำเลบริเวณถนนเพชรบุรี-ทองหล่อ ปัจจุบันพบว่า มีอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายบนทำเลถนนเพชรบุรี - ทองหล่อ ณ เดือน กันยายน พ.ศ. 2562 ประมาณ 1,647 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 1,047 ยูนิต หรือคิดเป็น 64% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 600 ยูนิต หรือคิดเป็น 36% ซึ่งพบว่าในช่วงก่อนหน้า บริษัทไรส์แลนด์ ประเทศไทย จำกัด กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกสัญชาติฮ่องกง เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ ภายใต้แบรนด์ คลาวด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,600 ล้านบาท ชูจุดขายด้วยพื้นที่ส่วนกลาง กว่า 4,000 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 3.5 ล้านบาทหรือราคาขายเฉลี่ยเริ่มต้นที่ประมาณ 145,800 บาทต่อตารางเมตร แต่ล่าสุดพบว่า บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ในบริเวณใกล้เคียง ภายใต้แบรนด์ เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 2.69 ล้านบาทหรือประมาณ 98,700 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการปรับแบบลดสเปกลงมา เพื่อให้สามารถเข้าถึงกำลังซื้อได้มากขึ้น ในภาวะตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงขาลง

ทำเลสุขุมวิท - พระราม 4 พบว่า อุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายบริเวรณถนนพระราม 4 - สุขุมวิท ณ เดือน กันยายน 2562 ประมาณ 2,417 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 1,894 ยูนิต หรือคิดเป็น 78% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 523 ยูนิต หรือคิดเป็น 22% ซึ่งถือว่าเป็นอีกสมรภูมิสงครามราคาของผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และอนันดาฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการใหม่เตรียมที่จะเปิดตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกันบนทำเลเดียวกัน ซึ่งพบว่า อนันดาฯ เตรียมพัฒนาโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ ไอดีโอ สุขุมวิท-พระราม 4 ในราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท ในระยะเพียงแค่ 350 เมตรถึงสถานีรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่สำหรับพฤกษาฯ เตรียมเปิดตัวโครงการ เดอะทรี สุขุมวิท-พระราม 4 ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 2.59 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี่ยังมี บริษัทออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)และ บริษัทเอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ก็เตรียมพัฒนาโครงการใหม่บนทำเลย่านนี่เช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นอีกทำเลที่ค่อนข้างดุเดือดสำหรับทำเลย่าน สุขุมวิท - พระราม 4

ทำเลย่านท่าพระ บริเวณ MRT ท่าพระ พบว่าอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขาย ทั้งหมดประมาณ 2,453 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 1,801 ยูนิต หรือคิดเป็น 73% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 652 ยูนิต หรือคิดเป็น 27% ซึ่งโครงการที่เปิดขายในช่วงก่อนหน้า เช่น The Privacy ท่าพระ-อินเตอร์เชนจ์ จากพฤกษาฯ ในราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาทหรือ 81,220 บาท/ตร.ม. ขณะที่อนันดาฯ พัฒนาโครงการ ไอดีโอ ท่าพระ - อินเตอร์เชนจ์ ในราคาเริ่มต้น 2.69 ล้านบาท หรือประมาณ 98,000 / ตร.ม. และบริษัทนารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ พาร์คแลนด์ เพชรเกษม-ท่าพระ อีก 1 โครงการย่าน MRT ท่าพระ ในราคาเริ่มต้น 1.87 ล้านบาท หรือ 71,920 บาท / ตร.ม. แต่ล่าสุด บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่บนทำเลย่านดังกล่าว ภายใต้แบรนด์ ศุภาลัย ไลท์ ท่าพระ - วงเวียนใหญ่ ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 1.98 ล้านหรือเพียงแค่ ตร.ม.ละ 70,700 บาทเท่านั้น ซึ่งจากการเข้ามาของศุภาลัยถึงแม้ว่าที่ตั้งโครงการอยู่ในระยะที่ไกลจากสถานี MRT มากกว่าโครงการที่เปิดขายก่อนหน้าแต่ด้วยราคาที่น่าสนใจและค่อนข้างถูกกว่าราคาตลาด ส่งผลให้ในช่วง VVIP ที่ผ่านโครงการค่อนข้างได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก

ทำเลย่านลาซาน เป็นอีก 1 ทำเลที่ค่อนข้างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา พบว่าจากอุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขาย ทั้งหมดประมาณ 2,621 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 1,843 ยูนิต หรือคิดเป็น 70% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 778 ยูนิต หรือคิดเป็น 30% ซึ่งพบว่า โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ในช่วงก่อนหน้าที่ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.69 ล้านบาท หรือ ตร.ม.ละ 66,000-70,000 บาทต่อตารางเมตร แต่พบว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดของออริจิ้นฯ ภายใต้แบรนด์ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 1.39 ล้านบาท หรือเพียงแค่ 61,770 บาท/ตร.ม. เท่านั้น กับรูปแบบโครงการที่ค่อนข้างน่าสนใจพร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ค่อนข้างตอบโจทย์ของการอยู่อาศัย ส่งผลให้ในช่วงพรีเซลล์ที่ผ่านมาสามารถกวาดยอดขายได้กว่า 70% และเกิดปรากฏการการรอคิวก่อนการเปิดขายมากกว่า 5 ชั่วโมงก่อนการเปิดขายอย่างเป็นทางการซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยพบบ่อยมากนักสำหรับโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในปีนี้

ขนสต๊อกเก่าดั๊มราคาขาย
นอกจากโครงการที่เปิดขายใหม่แล้ว ยังพบว่าผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะนำโครงการเก่าที่ก่อสร้างสร้างแล้วเสร็จมาจัดโปรโมชั่นพิเศษลดราคาเพื่อระบายสต๊อกคงค้างที่ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้ประกอบการบางรายมีการลดราคาสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อยูนิต เพื่อกระตุ้นความสนใจให้กลุ่มผู้ซื้อกลับมาสนใจโครงการอีกครั้ง เช่น บริษัทโนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่นำยูนิตเหลือขายโครงการ โนเบิลเพลินจิต มาลดราคาลงกว่า 30% จากราคาเดิม หรือราคาเพียงตารางเมตรละ 190,000 บาทเท่านั้น ซึ่งหลังจากนำออกมาขาย 40 ยูนิตแรกพบว่า ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อเป็นอย่างมาก สามารถปิดการขาย 40 ยูนิตดังกล่าวในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วันหลังจากการนำออกมาขายเท่านั้น จนผู้ประกอบการต้องเพิ่มยูนิตในการนำมาลดราคาเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ยังคงต้องการ

ปัจจุบันพบว่า อุปทานคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายย่านเพลินจิต ณ เดือน กันยายน พ.ศ. 2562 ประมาณ 2,924 ยูนิต ขายไปแล้วประมาณ 2,612 ยูนิต หรือคิดเป็น 89% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 312 ยูนิต หรือคิดเป็น 11%

“อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการใหม่ๆที่เปิดขายถึงแม้ว่าตั้งอยู่บนทำเลเดียวกัน แต่มีราคาขายที่แตกต่างกัน อาจจะเนื่องมาจากต้นทุนโครงการ รวมถึงคุณภาพของวัสดุ พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ รวมถึงรูปแบบที่แตกต่างกันสะท้อนกลับสู่ราคาขายที่แตกต่างกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ซื้อจะเป็นผู้กำหนดและเป็นผู้เลือกว่าโครงการไหนที่ตอบโจทย์ของตนเอง ซึ่งก็แล้วแต่งบประมาณ ไลฟ์สไตล์ รูปแบบความชอบที่แตกต่างกันไป ซึ่งสุดท้ายแล้วเพียงแค่เรื่องของราคาก็ไม่ได้กำหนดว่าโครงการไหนจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้ามากกว่า” นายภัทรชัยกล่าว

จัดโปรแรงกระตุ้นยอดขาย
นอกจากสงครามราคาแล้ว แล้วผู้ประกบการยังจัดโปรโมชั่นพิเศษทั้งลดราคา แจก แถม มากมาย อาทิ แสนสิริ จัดแคมเปญ "รับมโหฬาร 20 เท่า"ซื้อตอนนี้รับคืน 20 เท่าของมูลค่าเงินจอง สูงสุด 5 ล้านบาท ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และดีคอนโดพร้อมอยู่ครอบคลุมทุกระดับราคา รวม 43 โครงการทั่วประเทศ ในราคาเริ่มต้น 1.79-30 ล้านบาท เช่น ดีคอนโด ธาร จรัญฯ, ดีคอนโด แคมปัส โดม รังสิต และดีคอนโด หาดใหญ่ รับมูลค่าเงินคืนตามโปรโมชัน 10,000 บาท, ทาวน์โฮมแบรนด์ สิริ เพลส 7 โครงการ รับมูลค่าเงินคืนตามโปรโมชันสูงสุด 20,000 บาท, โครงการสราญสิริ ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ รับมูลค่าเงินคืนตามโปรโมชันสูงสุด 40,000 บาท, โครงการฮาบิเทีย พาร์ค เทียนทะเล 28 รับมูลค่าเงินคืนตามโปรโมชันสูงสุด 60,000 บาท , โครงการเศรษฐสิริ ทวีวัฒนา รับมูลค่าเงินคืนตามโปรโมชันสูงสุด 1,000,000 บาท, โครงการนาราสิริ ปิ่นเกล้า-สาย 1 รับมูลค่าเงินคืนสูงสุด 4,000,000 บาท และโครงการนาราสิริ พระราม 2 รับมูลค่าเงินคืนตามโปรโมชันสูงสุดถึง 5,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันอีกหลายรายการ รวมทั้งร่วมกับสถาบันการเงินมอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะลูกบ้านแสนสิริที่โอนกรรมสิทธิ์ภายในปีนี้อีกด้วย

ขณะที่ AP เตรียมจัดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยนำโครงการพร้อมเข้าอยู่มาจัดโปรโมชั่น “โปรแรง ติดไซเรน” ช่วงวันที่ 26 - 27 ตุลาคม 2562 นี้ ซึ่งซื้อค้าที่ซื้อยูนิตที่เข้าร่วมแคมเปญรับโปรโมชั่น 0 บาท ฟรีจอง ฟรีทำสัญญา และฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ในราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมใหม่ที่อยู่ระหว่างการเปิดขายภายใต้แบรนด์ ไลฟ์ ได้แก่ ไลฟ์ สาธร เซียร์รา, ไลฟ์ อโศก-พระราม 9 และ ไลฟ์ อโศก ไฮป์ เตรียมจัดโปรโมชั่น Top Pick Best Prize มอบส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท และวางเงินจองเพียง 5,000 บาท เริ่มต้นราคาเพียง 2.99 ล้านบาท เริ่มต้นมอบสิทธิพิเศษตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้คอนโดใหม่ โครงการ ดิ แอดเดรส สยาม-ราชเทวี ยังมีแคมเปญสุดคุ้ม ที่ให้ส่วนลดตามวงเงินจอง กับ “PAY MORE, GET MORE” จองเท่าไหร่ ลดเท่านั้น สูงสุด 8% ในราคาเริ่มต้นที่ 6.9 ล้านบาท โดยจะเริ่มมอบสิทธิพิเศษในวันที่ 19-20 ต.ค. นี้ เท่านั้น

ศุภาลัย จัดโปรโมชั่น “ใส่เต็มแม๊กซ์ แจก x 3” ฟรี! ค่าใช้จ่ายวันโอนฯ ฟรี! GIFT VOUCHER สูงสุดมูลค่า 300,000 บาท ฟรี! ค่าส่วนกลางสูงสุด 3 ปี ฟรี! ชุดเฟอร์นิเจอร์ ห้องนอน ราคาเดียว 2.59 ล้าน สำหรับ 3 โครงการในย่านแจ้งวัฒนะและปากเกร็ด ได้แก่ ศุภาลัย ซิตี้รีสอร์ท แจ้งวัฒนะ, ศุภาลัย ลอฟท์ แจ้งวัฒนะ และศภาลัย วิสต้า ห้าแยกปากเกล็ด ซึ่งศุภาลัยระบุว่า บริษัทได้จัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าเป็นรายโครงการ เน้นเพิ่มส่วนลดพิเศษให้ตามความเหมาะสมเพื่อกระตุ้นยอดขาย และยอดโอนให้เป็นไปตามเป้าหมาย

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ Sales Gallery พาเธอมาเจอดีลดี จองเพียง 999 บาท ระหว่างวันที่ 19 - 20 ตุลาคม 2562 โดยผู้ที่จองในแคมเปญดังกล่าวจะได้สิทธิพิเศษฟรีค่าโอน ฟรีดาวน์ 200,000 บาท ตกแต่งพร้อมอยู่โดยสามารถเลือกรับสิทธิ์ได้ตามแพ็กเกของแต่ละโครงการ และพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองในแคมเปญ และพร้อมทำสัญญารับ samsung note 10 ทันที 1 เครื่อง
วิชัย วิรัตกพันธ์
ต๊อกคอนโดฯเหลืออื้อศูนย์ข้อมูลแนะลงทุนระมัดระวัง
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากภาวะการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ผู้ประกอบการควรจะต้องระมัดระวังในการเพิ่มซัพพลายของที่อยู่อาศัยในตลาด โดยเฉพาะประเภทอาคารชุด โดยอาจจะเน้นการลงทุนในโครงการที่คาดว่าจะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแน่นอน แต่อาจชะลอการเปิดโครงการที่มีกลุ่มลูกค้าไม่ชัดเจน และประเภทและทำเลที่มีการแข่งขันกันสูงอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้จากการจัดเก็บข้อมูลทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ภาพรวมทั้งประเทศในครึ่งแรกปี 2562 สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในด้านอุปสงค์ปรับตัวลดลงทั้งการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ และเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลของหน่วยเหลือขายในตลาด ณ ครึ่งแรกของปี 2562 พบว่า แนวราบมีหน่วยเหลือขาย 87,369 หน่วย ซึ่งสูงกว่าอาคารชุดที่เหลือยู่ 64,969 หน่วย แต่หากพิจารณาในรายละเอียดของสถานะการก่อสร้างของทั้งสองประเภท จะเห็นได้ว่า บ้านแนวราบมีหน่วยขายที่ยังไม่ได้มีการก่อสร้างถึง 49% และมีหน่วยที่สร้างเสร็จและยังไม่ได้ขาย 20% และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 30% ขณะที่ อาคารชุดมีหน่วยขายที่ยังไม่ได้มีการก่อสร้างเพียง 19% และมีหน่วยที่สร้างเสร็จและยังไม่ได้ขายถึง 27% และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 54% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บ้านแนวราบ เป็นประเภทที่ไม่น่าจะมีความกังวลว่าจะมีหน่วยเหลือขายมากเกินไป เนื่องจากบ้านแนวราบเป็นประเภทที่มีความยืดหยุ่นในการก่อสร้าง โดยสามารถทยอยขายทยอยก่อสร้างได้ ทำให้ผู้ประกอบการที่สร้างบ้านแนวราบจะมีการบริหารเฉพาะในส่วนบ้านสร้างเสร็จแต่ยังไม่ได้ขาย หรือ Inventory เพียง 20% หรือ 17,766 หน่วย โดยหน่วยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 30% หรือ 26,585 หน่วย จะสามารถชะลอการก่อสร้างตามยอดขายที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาได้

แต่สำหรับอาคารชุดที่ห้องชุดที่สร้างเสร็จแต่ยังไม่ได้ขาย (inventory) สูงถึง 27% หรือ 17,362 หน่วย ซึ่งยังถือว่าไม่มากเกินไป แต่ผู้ประกอบการต้องเร่งขายหน่วยเหล่านี้ออกไปให้เร็วเพื่อลดต้นทุนการประกอบการ และที่น่าจะให้ความสำคัญอย่างมากคือ ห้องชุดที่ยังไม่ได้ขายแต่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีอีก 54% หรือ 35,289 หน่วย ที่กำลังจะสร้างออกมาภายในอีก 1-2 ปี

หากสถานการณ์การขายห้องชุดยังอยู่ในภาวะการชะลอตังเช่นนี้ ก็อาจจะทำให้ผู้ประกอบการจะมี Inventory เพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินการของผู้ประกอบที่มากขึ้น สิ่งนี้น่าจะเป็นความกังวลของผู้ประกอบการและจะเห็นได้ว่า หลายโครงการมีการประกาศชะลออโครงการออกไป

แหล่งข่าวจากวงการอสังหาริมทรัพย์กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการเปิดศึกสงครามราคา อีกทั้งยังนำสต๊อกสินค้าในมือมาเลหลังแบบลดราคา 30-50% เนื่องจากต้องการเร่งขายสร้างกระแสเงินสด เพื่อนำเงินไปไปคืนหนี้สถาบันการเงินที่ต้องแบกภาระดอกเบี้ยมาเป็นเวลานาน รวมถึงเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัทและลงทุนต่อ


กำลังโหลดความคิดเห็น...