xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มทิสโก้เผยงวด 9 เดือนกำไร 5,405 ล้าน เติบโต 2.2%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กลุ่มทิสโก้เผยผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2562 มีกำไรสุทธิ จำนวน 5,405 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่กำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/2562 มีจำนวน 1,878 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อโดยรวมทรงตัว

นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 มีกำไรสุทธิ 5,405 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 115 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่ผลการดำเนินงานสำหรับงวดไตรมาส 3 ของปี 2562 มีกำไรสุทธิ 1,878 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 63 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.5% ทั้งนี้ ผลกำไรสุทธิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ที่สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจากการลดลงของกำไรพิเศษจากเงินลงทุนซึ่งรับรู้ในไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว

สำหรับเงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีจำนวน 240,742 ล้านบาท อ่อนตัวลง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของสินเชื่อรายย่อย และการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประกอบกับสินเชื่อจำนำทะเบียน ภายใต้แบรนด์ "สมหวัง เงินสั่งได้" ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามแผนการขยายธุรกิจและการขยายสาขาสำนักอำนวยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับตัวลดลง จากการบริหารความเสี่ยงที่ดี ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% ขณะที่การตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญปรับตัวลดลงในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นไปตามคุณภาพของสินเชื่อ ทำให้ระดับเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 169.0% และอัตราส่วนของเงินสำรองรวมของธนาคารต่อสำรองพึงกันตามเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 220.5% นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ยังสามารถรักษาระดับอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับสูงที่ 20.6% ไว้ได้

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง จากการชะลอตัวลงของอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้เราปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.9% ส่วนการทำธุรกิจของกลุ่มทิสโก้ก็ยังคงเน้นการเติบโตแบบมีคุณภาพตามแผนงานที่เราวางไว้ตั้งแต่ต้นปี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการอย่างผู้เชี่ยวชาญและให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ลูกค้า ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ทั้งการเงิน การลงทุน การประกันชีวิตและสุขภาพ การดูแลคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวบริการ “TISCO Health Protection Advisory” บริการที่ปรึกษาด้านประกันสุขภาพ ช่วยคัดเลือกแผนความคุ้มครองความเสี่ยงอย่างคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า ภายใต้แผนการดำเนินงานในภาพรวมที่มุ่งสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ดีของลูกค้า

**LH BANK กำไรลด 34.6%**

ก่อนหน้านี้ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(LHFG)แจ้งผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 จำนวน 766.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 10.0 และการเพิ่มขึ้นของหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการด้อยค่าร้อยละ 542.9ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยงวด 9 เดือน ของปี 2562 มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,334.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.9 เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือน ของปี 2561 ที่มีจำนวน 2,356.6 ล้านบาท เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 7.6 และการเพิ่มขึ้นของหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญและขำดทุนจำกกำรด้อยค่าร้อยละ 100.0

สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 มีกำไรสุทธิ จำนวน 441.8 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 34.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 6.7 และการเพิ่มขึ้นของหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญและขำดทุนจากการด้อยค่าร้อยละ 542.9

ส่วนผลการดำเนินงานของธนาคารงวด 9 เดือนของปี 2562 มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,542.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.1 เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนของปี 2561 เป็นผลจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ร้อยละ 3.9 และการเพิ่มขึ้นของหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจกกการด้อยค่าร้อยละ 100.0

ด้านเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 30 กันยำยน 2562 มีเงินให้สินเชื่อสุทธิ จำนวน 170,829.6 ล้านบาท ลดลง จำนวน 11,312.7 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 ซึ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 75.3 รองลงมาเป็นสินเชื่อเพื่อรายย่อย คิดเป็นร้อยละ 13.2 และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของเงินให้สินเชื่อทั้งหมด เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจ สินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อภาคการสาธารณูปโภคและบริการ คิดเป็นร้อยละ 22.8 รองลงมาเป็นสินเชื่อตัวกลางทางการเงิน คิดเป็นร้อยละ 22.4 และสินเชื่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ คิดเป็นร้อยละ 22.0 ของเงินให้สินเชื่อทั้งหมด

ทั้งนี้ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 128,555.4 ล้านบาท ลดลง จำนวน 8,326.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำนวน 19,648.2 ล้านบาท ลดลง จำนวน 1,023.1 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 และสินเชื่อเพื่อรายย่อย จำนวน 22,626.0 ล้านบาท ลดลง จำนวน 1,963.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.0 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561

และ ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross) จำนวน 2,699.8 ล้านบาท ลดลง จำนวน 820.4 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 23.3 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 อัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม คิดเป็นร้อยละ 1.58 ของเงินให้สินเชื่อรวม และสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Net) จำนวน 2,163.4 ล้านบาท ลดลง จำนวน 471.0 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 17.9 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561 อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภำพ (Net) คิดเป็นร้อยละ 1.27 ของเงินให้สินเชื่อรวมหลังหักสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของสินเชื่อด้อยคุณภาพ
กำลังโหลดความคิดเห็น...