ชำแหละปมปัญหาทำให้ บมจ.การบินไทย สายการบินแห่งชาติที่ต้องประสบภาวะขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอแนะ 3 ทางรอดทั้งมุ่งเน้นการขายตั๋วผ่านออนไลน์ลดการพึ่งพา Agent GSA ดึงผู้จัดการทั่วไป-ผู้จัดการสถานีในต่างประเทศกลับ รวมถึงการปรับลดสวัสดิการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมรักษามาตรฐานการบินที่ดีบริการแบบเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานการบริหารที่มีต้นทุนต่ำ หวังสร้างความประทับใจดึงลูกค้าที่ยังต้องการบริการที่สะดวกสบายกลับมาใช้บริการเพิ่ม
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่ดำเนินกิจการด้านการบินพาณิชย์ทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นสายการบินแห่งชาติ ที่มีการให้แบบบริการเต็มรูปแบบ (Full Service Airline) แต่ผลการดำเนินงานกลับประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด
โดยสาเหตุของการขาดทุนดังกล่าวเกิดจาก การบินไทยมีต้นทุนสูงมาก ทำให้ความสามารถทำกำไรทำได้ยากมาตั้งแต่ตั้ง ประกอบกับสภาพอุตสาหกรรมการบินที่มีการแข่งขันรุนแรง จากการเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของสายการบินราคาประหยัด (Low Cost Airline) ที่มีต้นทุนการดำเนินต่ำ สามารถจำหน่ายตั๋วได้ในราคาถูก ทำให้ผู้โดยสารมีทางเลือกและหันไปใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำแทน
ขณะที่ การบินไทย ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นสายการบินระดับพรีเมี่ยมที่เหนือกว่าทั้งการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยอดขายที่นั่งไม่เต็มลำ ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งดีๆ เหล่านั้นไม่เพียงพอที่จะชดเชยส่วนต่างของราคาบัตรโดยสาร ดังนั้น สิ่งที่การบินไทย ต้องปรับแผนรองรับยึดนโยบายการให้บริการแบบ Full Service แต่ต้องบริหารให้มีต้นทุนต่ำแบบ Low Cost เพื่อทำให้ต้นทุนต่ำลง สามารถขายบัตรโดยสารในราคาถูก ทำให้สามารถดึงฐานลูกค้าบางส่วนที่ยังต้องการความสะดวกสบายให้กลับมาใช้บริการ และส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานในอนาคตด้วย
ด้านผลการดำเนินงานในปี 2560 การบินไทย มีรายได้รวม 190,534.63 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2,107.35 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.97 บาท ขณะที่ปี 2561 รายได้รวม 200,585.94 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 11,625.17 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 5.33 บาท และงวดครึ่งแรกของปี 2562 รายได้รวม 94,550.05 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 6,438.37 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 2.95 บาท
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาการขาดทุน บมจ.การบินไทย เบื้องต้นได้เสนอมาตรการลดต้นทุน 3 มาตรการ มาตรการแรก ส่งเสริมการขายตั๋วโดยสารและบริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ลดการพึ่งพาการขายแบบ Agent GSA มาตรการที่สอง ลดขนาดของสำนักงานและสาขาในต่างประเทศลง ปรับโครงสร้างการบริหารให้บุคลากรที่ประจำการ ในต่างประเทศให้กลับมาทำงานภายในประเทศ และมาตรการที่สาม การปรับลดสวัสดิการของพนักงานและผู้บริหารบางส่วนลง
มาตรการแรก บมจ. การบินไทย ควรมุ่งเน้นการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Website, Mobile Application แบบเดียวกับ low cost airline และ Full Service Airline อื่นๆ ลดการพึ่งพาช่องทางการขายผ่านทาง Agent GSA เพราะทำให้มีต้นทุนจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชั่นและ back-end incentives ในสัดส่วนที่สูงมาก ปีละหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการจัดตั้ง GSA ในเมืองต่างๆ เพิ่มขึ้นมากทั้งๆ ที่การบินไทยมีสำนักงาน และมีการส่งผู้จัดการทั่วไป (AA) ไปประจำอยู่ในต่างประเทศเพียงพออยู่แล้ว
"การตั้ง GSA กลายเป็นการสร้างคนกลางขึ้นมาทำงานซ้ำซ้อนกับงานที่การบินไทย มีศักยภาพทำได้อยู่แล้ว ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย และช่องทางการทุจริตคอร์รัปชันโดยไม่จำเป็น ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เพียงแต่ควรจะลดการพึ่งพาช่องทางการขายผ่านทาง GSA เท่านั้น แต่ยังควรลดจำนวนบุคลากร และขนาดของสำนักงานและสาขาในต่างประเทศลง หันมาใช้ช่องทางการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น เพราะการพึ่งพา GSA AA หรือสาขาต่างๆ ในต่างประเทศก็มีผลเสียเช่นกัน"
มาตรการที่สอง ผู้จัดการทั่วไป (AA) และผู้จัดการสถานี (KK) และพนักงานที่ส่งไปประจำยังต่างประเทศควรให้กลับมาประจำการที่กรุงเทพฯ เพราะเมื่อเน้นการขายผ่านทางออนไลน์ และให้บริการจากสำนักงานใหญ่ในไทยเป็นหลัก ย่อมไม่มีความจำเป็นในการให้พนักงานไปประจำต่างประเทศจำนวนมากๆ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาธุรกิจให้อยู่ในยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและสร้างความโปร่งใสขององค์กรให้มากขึ้นได้
ค่าใช้จ่ายของพนักงานกลุ่มนี้ หากคิดเป็นรายคน แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนที่สูงมาก อาทิ ค่าที่พักอาศัยประมาณ 1.5 ล้านบาท ถึง 2.5 ล้านบาท/คน/ปี ค่าเงินเดือนประมาณ 1.5 ล้านบาท ถึง 2.5 ล้านบาท/คน/ปี ค่าเล่าเรียนบุตรได้คนละอย่างน้อย 1 ล้านบาท/คน/ปี ถ้า AA หรือ KK ที่ประจำการอยู่มีบุตร 3 คน การบินไทยฯ ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น
"พนักงานการบินไทยบางคนอาจจะใช้เป็นข้ออ้างในการขอประจำการในต่างประเทศไปก่อนจนกว่าบุตรจะเรียนจบ ซึ่งไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท แต่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของพนักงานทั้งสิ้น"
สำหรับพนักงานที่ยังคงจำเป็นต้องให้ประจำการในต่างประเทศ สวัสดิการในส่วนนี้ควรปรับลดลงมา เพราะการชำระค่าเล่าเรียนบุตรให้เต็มจำนวน ทำให้พนักงานพยายามไม่มีความรู้สึกว่าตนเองต้องรับภาระใดๆ เลย หลายคนส่งบุตรเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ที่มีค่าเทอมหลายแสนบาท ซึ่งไม่มีหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดในประเทศไทยที่มีนโยบายแบบเดียวกันนี้ ดังนั้น เพื่อความเหมาะสมควรเทียบเคียงกับสวัสดิการช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตรของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องไปประจำการในต่างประเทศซึ่งได้รับการอุดหนุนเพียงร้อยละ 50 ของจำนวนเงินค่าเล่าเรียนเท่านั้น
หากคำณวนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ การบินไทยส่งพนักงานไปประจำการยังต่างประเทศ จำนวนประมาณ 100 คน ถ้าเรียกกลับเข้ามาประจำการในประเทศไทยทั้งหมด การบินไทยจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทันที คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท/ปี
เหตุผลหลักที่เสนอประเด็นในเรื่องนี้ เนื่องจากบมจ.การบินไทย เป็น Full Service Airline มีระบบการบริหารงานแบบบริการเต็มรูปแบบ โดยมีสำนักงานในแต่ละประเทศ ที่บริษัททำการบิน และการส่งพนักงานไปประจำยังต่างประเทศ ยังต้องมี Local Staff ด้วย ซึ่งมีค่าแรงที่สูงกว่า เพราะต้องคิดอัตราค่าจ้างตามประเทศนั้นๆ แต่ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าการจัดตั้งสำนักงานขนาดใหญ่และสาขาในต่างประเทศ รวมถึงการส่งพนักงานไปประจำการในต่างประเทศ วิธีการเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดผลงานที่จะสามารถสร้างกำไรให้กับองค์กรได้ จึงควรปรับโครงสร้างทั้งหมดนี้ใหม่ เพื่อไม่ให้การบินไทยฯ เกิดรายจ่ายที่สูญเปล่า
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างให้ ผู้จัดการทั่วไป และผู้จัดการสถานี ที่ประจำการในต่างประเทศกลับมาทำงานในประเทศ ไม่เพียงจะลดค่าใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่เกินจำเป็น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้องค์กรมีความโปร่งใส (Transparency) และลดช่องทางการทุจริตหรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งเป็นการสร้างภาระให้บริษัทด้วย เพราะพนักงานที่ประจำการในต่างประเทศอาจอาศัยอำนาจหน้าที่และ สายสัมพันธ์ของตนกับ Agents ในประเทศที่ตนไปประจำการ ทำให้มีการเสนอขออนุมัติราคาขายบัตรโดยสารที่ต่ำกว่าปกติจากสำนักงานใหญ่ (Head office) และให้ Agents ไปกำหนดราคาขึ้นเอง หรือพนักงานใช้ตนเองหรือคนรู้จักไปตั้ง Agents ขึ้น เพื่อรับงานจากการบินไทย ซึ่งจากผลประโยชน์มากมายทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องนี้เอง ย่อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิ่งเต้นภายในองค์กรเพื่อให้ได้ไปประจำการในประเทศที่ตนต้องการ หรือประเทศที่มีผลประโยชน์มากๆ ซึ่งเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในอีกรูปแบบหนึ่ง
มาตรการที่สาม การปรับลดสวัสดิการของพนักงานและผู้บริหารบางส่วนลง โดยเฉพาะสวัสดิการบัตรโดยสารของผู้บริหารตั้งแต่ระดับผู้จัดการกอง (ระดับ 9) จนถึงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ระดับ 12 ( EVP : Executive Vice President) เช่น ผู้อำนวยการใหญ่ ระดับ 11 (VP : Vice President) ขึ้นไป โดยผู้ดำรงตำแหน่ง VP คู่สมรส และบุตรจะได้รับบัตรโดยสารเป็นจำนวนถึง 16 ใบ/คน/ปี แบ่งเป็นเส้นทางต่างประเทศ 8 ใบ และเส้นทางในประเทศ 8 ใบ จนกระทั่งพนักงานเสียชีวิต หรือบุตรมีอายุครบ 35 ปี และในสิทธิบัตรโดยสารฟรีเหล่านี้พนักงานก็จะได้รับอาหารฟรี ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของการบินไทยฯ ทั้งสิ้น
ขณะที่พนักงานระดับต่ำกว่า VP ลงมาจะได้รับสวัสดิการบัตรโดยสาร 4ใบ/คน/ปี จนกระทั่งพนักงานเสียชีวิต หรือบุตรมีอายุครบ 25 ปี นอกจากนี้ VP ยังได้สิทธิอัพเกรดบัตรโดยสารเป็น Business class หรือ First class หากมีที่นั่งเหลือ (upgrade to F/C if space available) และหากพนักงานเสียชีวิตในหน้าที่ คู่สมรสจะได้รับสวัสดิการบัตรโดยสารตามที่กล่าวมาตลอดชีพ หรือจนกว่าจะมาแจ้งการสมรสใหม่ (ซึ่งอาจเลือกที่จะไม่แจ้งก็ได้) ซึ่งความแตกต่างทางด้านสวัสดิการนี้ กลายเป็นการสร้างจูงใจให้เกิดการวิ่งเต้นเพื่อได้รับตำแหน่งระดับผู้จัดการกอง (ระดับ 9) จนถึงตำแหน่ง EVP เพราะหวังสิทธิประโยชน์สำหรับตนเองและครอบครัว
บมจ.การบินไทย ควรลดสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของพนักงานในระดับผู้บริหารลง โดยเฉพาะผู้บริหารตั้งแต่ระดับผู้จัดการกอง (ระดับ 9) จนถึงตำแหน่ง EVP ขึ้นไป เพราะผู้บริหารได้สวัสดิการบัตรโดยสารฟรี (รวมครอบครัว) และค่ารถยนต์อีกต่างหากไม่ว่าจะมีการเดินทางจริงหรือไม่ เป็นจำนวนเงินคนละประมาณ 70,000 บาท
สำหรับสิทธิในการอัพเกรดบัตรโดยสารเป็น Business class หรือ First class ควรให้พนักงานและผู้บริหารทุกคนจ่ายในราคา Stand by ตามที่การบินไทยฯ กำหนดไว้ เช่น เที่ยวบินที่จะเดินทางไปยุโรปต้องจ่ายค่าบัตรโดยสารประมาณ 20,000 บาท โดยเรียงสิทธิตามตำแหน่งหรือลำดับอาวุโสเช่นเดิม ขณะที่นั่ง Economy class ให้เป็นไปตามสิทธิเดิม เพื่อไม่ให้ VP กลายเป็นตำแหน่งที่หลายคนต้องการเข้ามาเป็นเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ แม้บางส่วนจะไม่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน และไม่มีผลงานใดเป็นที่ประจักษ์ก็ตาม
ส่วนในระยะยาวอาจพิจารณาปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ให้อ้างอิงตามอายุงานแทนการอ้างอิงตามตำแหน่งเป็นหลัก เพื่อสร้าง Loyalty ต่อองค์กร ลดการวิ่งเต้นแย่งชิงตำแหน่ง และควรมีการจัดทำรายงานต้นทุนที่เกิดจากการให้สวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะต้นทุนจากการให้สิทธิบัตรโดยสารฟรี เพื่อให้องค์กรมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นได้ว่าส่วนใดเกิดจากการบริหารจริงๆ หรือเป็นต้นทุนที่เกิดจากพนักงานเอง
พร้อมกันนี้ ควรจะมีการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของพนักงานระดับผู้บริหารตั้งแต่ระดับ Directors ไปจนถึงรวมถึง AA ที่ประจำการในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุดคือฝ่ายการตลาด ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องมาจากการขายบัตรโดยสารเป็นจำนวนมาก ซึ่งการตรวจสอบสามารถทำได้โดยการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลเหล่านี้ว่ามีการร่ำรวยผิดปกติอย่างไร หรือว่ามีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับ Agents ต่างๆ บ้างหรือไม่ และการประเมินผล ควรนำวิธีการประเมินผลที่ทำอยู่ เช่น KPI มาใช้อย่างจริงจัง พิจารณาเลื่อนขั้นให้กับบุคลาการที่สร้างผลงานได้จริงตามหลักระบบคุณธรรม (Merit system) ซึ่งจะทำให้พนักงานการบินไทยฯ เกิดแรงผลักดันในทางบวกที่จะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาบมจ.การบินไทยข้างต้น เป็นเพียงแนวทางหนึ่งจากหลายแนวทางที่จะเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และสามารถพลิกสถานการณ์จากขาดทุนมาอย่างต่อเป็นเป็นกำไรได้บ้าง รวมทั้งจะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนให้บมจ.การบินไทย สามารถแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำ และสายการบินอื่นทั่วโลก สมกับเป็นสายการบินแห่งชาติของไทยต่อไป


