xs
xsm
sm
md
lg

“เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น” ยื่นไฟลิ่งขาย IPO จำนวน 2,231.71 ล้านหุ้น เล็งเข้าจดทะเบียนใน SET

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น" ยื่นไฟลิ่งขาย IPO จำนวน 2,231.71 ล้านหุ้น เล็งเข้าจดทะเบียนใน SET โดยมี บล.ภัทร และ บล.บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เผยเตรียมนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายสาขาในและต่างประเทศ พร้อมชำระคืนหนี้เงินกู้

บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) ฉบับแรกต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 62 เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 2,231,714,300 หุ้น ประกอบด้วยหุ้นเพิ่มทุนใหม่ 1,620 ล้านหุ้น และหุ้นเดิมที่ถือโดย Hawthorn Resources Limited จำนวนไม่เกิน 611,714,300 หุ้น โดยบริษัทจะนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มี บล.ภัทร และ บล.บัวหลวงเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ทั้งนี้ ในส่วนของการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัท โดยจะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap)

ปัจจุบันหุ้นสามัญของ ROBINS ที่ออกและจำหน่ายแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 1,110,661,133 หุ้น โดยบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ROBINS ที่ถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวน 597,808,148 หุ้น หรือคิดเป็น 53.83% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ ROBINS ซึ่งบริษัทจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS ที่ราคาหุ้นละ 66.5 บาท คำนวณอัตราแลกหุ้นเท่ากับราคาที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก

ภายหลังการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงาน บุคคลที่มีความสัมพันธ์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ และบริษัทย่อย และผู้ถือหุ้นของ ROBINS หากมีหุ้นสามัญเพิ่มทุนเหลืออยู่ บริษัทฯ จะนำหุ้นสามัญเพิ่มทุนส่วนที่เหลือเสนอขายและจัดสรรให้แก่ประชาชนทั่วไป

วัตถุประสงค์ของการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่างๆ ได้แก่ การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์, ขยายสาขาของไทวัสดุ, ขยายสาขาของบิ๊กซีในเวียดนาม, ปรับปรุงสาขาต่างๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้จะใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยกลุ่มบริษัทเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทย และมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศโดยเป็นผู้นำในประเทศอิตาลี และเป็นหนึ่งในผู้นำในประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ Omni-channel ในประเทศไทย

ธุรกิจของกลุ่มบริษัทแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน และ (3) กลุ่มฟูด ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ

ณ วันที่ 30 มิ.ย. 62 กลุ่มบริษัทมีร้านค้าในรูปแบบต่างๆ ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกที่สำคัญในประเทศไทย 1,912 ร้านค้า มีร้านค้าในรูปแบบต่างๆ ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกในเวียดนาม 131 ร้านค้า และในประเทศอิตาลี กลุ่มบริษัทฯ มีห้างสรรพสินค้าจำนวน 9 สาขา ถือเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าใหญ่สุดในอิตาลี จากรายงานของ Euromonitor International เมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งทางการตลาด

บริษัทมีแผนงานในอนาคตที่จะเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้ โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 62 บริษัทคาดว่าจะมีรายจ่ายสำหรับครึ่งหลังของปี 62 จำนวนประมาณ 8,400 ล้านบาท และในปี 63 อีกประมาณ 18,437 ล้านบาท

กลุ่มบริษัทมีแผนจะเริ่มดำเนินการขยายสาขาใหม่ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้ กลุ่มแฟชั่น : จะขยายสาขาใหม่ของห้างโรบินสัน จำนวน 1 สาขา และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ จำนวน 3 สาขา คาดว่าจะมีรายจ่ายสำหรับครึ่งปีหลังของปี 62 และปี 63 จำนวนประมาณ 1,241 ล้านบาท และ 2,555 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ มีแผนขยายสาขาของซูเปอร์สปอร์ตทั้งในรูปแบบร้านค้าเฉพาะทางและร้านค้า Brandshop จำนวนรวมทั้งสิ้น 42 สาขา และ Brandshop ของ CMG จำนวน 61 สาขา คาดว่าจะมีรายจ่ายฝ่ายทุนสำหรับครึ่งปีหลังของปี 2562 และปี 2563 จำนวนประมาณ 184 ล้านบาท และ 255 ล้านบาท ตามลำดับ

กลุ่มฮาร์ดไลน์ : มีแผนขยายสาขาใหม่ ประกอบด้วย ร้านค้าเพาเวอร์บาย จำนวน 9 สาขา ไทวัสดุ จำนวน 14 สาขา บ้าน แอนด์ บียอนด์ จำนวน 2 สาขา และเหงียนคิม ทั้งในรูปแบบร้านค้าเดี่ยวและร้านค้าภายในร้าน (Shop-in-Shop) จำนวนรวมทั้งสิ้น 35 สาขา คาดว่าจะมีรายจ่ายในครึ่งปีหลังของปี 62 และปี 63 ประมาณ 883 ล้านบาท และ 3,041 ล้านบาท ตามลำดับ

กลุ่มฟูด : จะขยายสาขาใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ซูเปอร์มาร์เกต จำนวน 20 สาขา ท็อปส์ เดลี่ จำนวน 12 สาขา แฟมิลี่มาร์ท จำนวน 67 สาขา บิ๊กซี เวียดนาม จำนวน 8 สาขา และลานชี มาร์ท จำนวน 8 สาขา คาดว่าจะมีรายจ่ายในครึ่งปีหลังของปี 62 และปี 63 จำนวนประมาณ 1,395 ล้านบาท และ 4,207 ล้านบาท ตามลำดับ

ส่วนการปรับปรุงสาขาต่างๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ มีแผนที่จะเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจด้วยการปรับปรุงสาขาต่างๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีรายจ่ายฝ่ายทุนสำหรับครึ่งปีหลังของปี 62 และปี 63 จำนวนประมาณ 3,509 ล้านบาท และ 5,745 ล้านบาท ตามลำดับ

ผลการดำเนินงานของบริษัทย้อนหลังในช่วงปี 59-62 รายได้รวมของบริษัทฯ เท่ากับ 176,281 ล้านบาท, 187,998 ล้านบาท และ 206,078 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไร 156,605 ล้านบาท, 168,043 ล้านบาท และ 180,614 ล้านบาท ตามลำดับ กำไรสำหรับงวดจากการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัทฯ เท่ากับ 7,823 ล้านบาท, 7,570 ล้านบาท และ 10,609 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 62 บริษัทมีรายได้รวม 106,074 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 102,424 ล้านบาท โดยรายได้รวมส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มาจากรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการขายในร้านค้า ทางออนไลน์ Omni-channel และผ่านเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้า ขณะที่มีกำไร 4,202 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 6,938 ล้านบาท

ณ วันที่ 30 มิ.ย. 62 สินทรัพย์รวมมีจำนวน 182,607 ล้านบาท หนี้สินรวมมีจำนวน 117,106 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวมมีจำนวน 65,501 ล้านบาท

ณ วันที่ 6 ก.ย. 62 บริษัทมีทุนจดทะเบียน 6,320,000,000 บาท มีทุนชำระแล้วจำนวน 4,700,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 4,700,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.0 บาท ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้แล้วจะมีทุนชำระแล้วเต็มจำนวน

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ณ วันที่ 12 ก.ย. 62 ประกอบด้วย HCDS ถือหุ้น 2,114,284,890 หุ้น คิดเป็น 45%, Hawthorn Resources Limited ถือหุ้น 611,714,300 หุ้น คิดเป็น 13%, กลุ่มนายณรงค์ฤทธิ์ และนางวันทนีย์ ถือหุ้น 97,264,980 หุ้น คิดเป็น 2.1%

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินรวมภายหลังจากหักภาษี และการจัดสรรทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี และภาระผูกพันตามเงื่อนไขของสัญญาทางการเงิน (ถ้ามี) โดยเงินปันผลที่จ่ายจะต้องมีจำนวนไม่เกินกว่ากำไรสะสมจากงบเฉพาะกิจการของบริษัทฯ


กำลังโหลดความคิดเห็น...