xs
xsm
sm
md
lg

NCBจับตาGEN Zก่อหนี้เพิ่ม-ชมรมบัตรเตรียมแจงข้อมูลโปร0%

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เครดิต บูโรเผยกลุ่ม Gen Z มียอดถือบัตรเครดิตเพิ่ม-เป็นหนี้เร็ว ห่วงความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตยังไม่แน่นอน ด้านชมรมบัตรเครดิตเตรียมนำเสนอข้อมูลให้ธปท. โต้บัตรเครดิตไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด(NCB)หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ในขณะนี้นั้น พบว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เริ่มมีกลุ่ม Gen Z ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีหรือ 20 ปีต้นๆ ได้รับอนุมัติบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้นในระดับหนึ่ง จากเดิมที่มักจะเป็นกลุ่ม Gen X(อายุประมาณ 33-51 ปี) และ Gen Y (อายุประมาณ 22-35 ปี) ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องจับตาต่อไป เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็น first jobber หรือเพิ่งจะเริ่มทำงาน ทำให้อาจจะยังมีความไม่แน่นนอนทางด้านรายได้และทำให้ค้างชำระหนี้ได้ง่าย ก็จะส่งผลต่อทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ให้เพิ่มขึ้นได้
 
แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้สรุปว่ากลุ่ม Gen Z จะไม่ดีไปทั้งกลุ่ม เพราะทุกวันนี้ กลุ่ม Gen Z ที่เพิ่มจบมาใหม่ก็เป็นเจ้าของธุรกิจกันมาก ทำให้มีโอกาสที่จะมีบัตรเครดิต แต่ก็ยังต้องระมัดระวังไปด้วย เพราะเครดิตบูโรเป็นคนที่เห็นข้อมูลภาพรวม เมื่อเห็นบางจุดที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ต้องตั้งข้อสังเกต โดยจากได้ศึกษข้อมูลร่วมศึกษากับสถาบันป๋วยฯพบว่า กลุ่มคนอายุน้อย หรือกลุ่มเด็กอายุ19-20ปี ไปจนถึง 23-24 ปี ส่วนมีนอนแบงก์เป็นผู้ปล่อยกู้ให้ในสัดส่วนมากกว่า 80% ขณะที่สถาบันการเฉพาะกิจของรัฐไปไฟแนนซ์ในกลุ่มคนสูงอายุหรือวัยใกล้เกษียณ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะเป็นกลุ่ม 20 ปีปลายๆเป็นส่วนใหญ่

"เราคงต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอีกอย่างน้อยไตรมาสหนึ่งให้ชัดเจนก่อน  เพราะคงไม่ใช่คน Gen Z ทุกคนจะมีปัญหา แต่ปัจจุบันมี 3 กลุ่มเปราะบางที่ ธปท. ดูแลเป็นพิเศษอยู่ ได้แก่ กลุ่มคน Gen Z  ที่เริ่มเห็นมีการอนุมัติบัตรเครดิตให้คนกลุ่มนี้มากขึ้นแล้วก็เริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น รวมถึงกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไป วัยใกล้เกษียณยังคงมีหนี้ไม่ได้ลดลง และกลุ่มคนรายได้ต่ำกว่า 30,000บาทต่อเดือน ซึ่งการที่จะทำให้หนี้ลดนั้น ก็เป็นเรื่องยาก คือจะต้องหามาตรการสนับสนุนให้เขามีงานทำมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้มาชำระหนี้มากขึ้น"

**ชมรมบัตรฯเตรียมนำเสนอข้อมูลธปท.ในเดือนต.ค.นี้**
ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และในฐานะประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต กล่าววว่า ทางชมรมบัตรเครดิตอยู่ระหว่างการรวมรวมข้อมูลเกี่ยวการปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับโปรโมชั่นผ่อนดอกเบี้ย 0% อย่างละเอียด ซึ่งมีบางส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)อาจจะยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้ อาทิ อาชีพ พฤติกรรมผู้บริโภค สถานะครอบครัว การศึกษา ภูมิลำเนา เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาในการกำกับดูแลต่อไป โดยเชื่อว่าน่าจะนำเสนอได้ในเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่ามีกลุ่มเด็กจบใหม่มียอดการอนุมัติบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นการขอสินเชื่อที่มีความหลากหลาย เช่น เป็นบัตรเครดิตบ้าง สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์บ้าง ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็มีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะทางการเงิน หรือพฤติกรรมของลูกค้า เนื่องจากมีผลต่อหนี้เสียของตัวเอง ซึ่งเท่าที่เห็นจากจำนวนลูกค้าสมัครบัตรใหม่ 100 คนจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือ Gen y ประมาณ 70 คน 

นอกจากนี้ทางธปท.เองก็มีเกณฑ์ที่กำกับดูแลตรงนี้อยู่แล้ว เช่น หากเป็นกลุ่ทที่รายได้ไม่สูง 15,000-30,000 บาทต่อเดือนจะให้วงเงินบัตรเครดิตไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ เป็นต้น ส่วนคนสูงอายุและยังเป็นหนี้อยู่นั้น ก็ยังมีอยู่จริง ซึ่งก็เป็นดูพฤติกรรมเป็นเฉพาะรายๆไป เพราะผู้สูงอายุบางคนก็ใช้จ่ายผ่านบัตรน้อยลง หรือไม่ใช่เลย แต่บางกลุ่มใช้เพราะมีเงินบำนาญอยู่ หรือเป็นกลุ่มที่เป็นเจ้าของกิจการ เป็นต้น
 
สำหรับเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้(DSR)นั้น มองว่าเป็นการแก้ไขที่ถูกจุด ที่ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และลดระดับหนี้ครัวเรือน โดยธนาคารกรุงศรีฯจะปรับสัดส่วน DSR ในการปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วงเดือนมกราคมปีหน้าเริ่มจากตัวบัตรเครดิตและบัตรผ่อนชำระสินค้าก่อน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่าจะทำให้ลูกค้าใหม่หายไป 15% และจะทำให้การใช้จ่ายอาจลดลง ขณะเดียวกันในช่วงสิ้นปีนี้ธนาคารจะต้องรายงานข้อมูล DSR ให้กับธปท.ด้วย
    "บัตรเครดิตมีส่วนที่ทำให้คนก่อหนี้เพิ่ม แต่ก็ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป สถาบันการเงินผู้อนุมัติเองก็ต้องมีข้อมูลต่างๆและพฤติกรรมลูกค้าประกอบการพิจารณาอยู่แล้ว อย่างถ้าถือหลายใบแล้วมาขอเพิ่ม วงเงินก็อาจไม่เท่าเดิม หรือต้องสงสัยแล้วว่าเอาเงินไปทำอะไร และมีการติดตามดูรายนี้แล้ว เป็นต้น รวมถึงการเตรียมข้อมูลไปเสนอธปท.ในกรณีผ่อนดอกเบี้ย 0%นั้น ก็จะเป็นข้อมูลที่เดิมธปท.อาจจะไม่เคยดูมาก่อน ซึ่งเราไม่คิดว่าการโปรฯให้ผ่อนสินค้าจะเสี่ยงสูง เป็นโปรฯที่คนรวยก็ใช้ คนไม่รวยก็ใช้ หากไม่มีโปรผ่อนดอกเบี้ย 0% ก็ต้องไปทำเป็นส่วนลดแทน มันเป็นงบเดียวกัน แต่ผ่อนอาจจะช่วยให้เข้าถึงสินค้ามากกว่า ลูกค้าได้ประโยชน์ ซึ่งจาก 100% ในการรูดซื้อสินค้า มีใช้ผ่อนชำระเพียง 12% เท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น แอร์ ตู้เย็น ซึ่งไม่ได้ซื้อเป็นประจำ"