xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นโรงไฟฟ้าน่าสนใจอยู่ไหม ?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปฏิเสธไม่ได้ว่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่ 5 และมีความสำคัญต่อการดำรงค์ชีวิตประจำวัน และไฟฟ้าก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ปัจจุบันไทยมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเฉลี่ยปีละ 4-5% จนถึงปี พ.ศ.2573 และจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศ


โดย ปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมาก คิดเป็น 45.2% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ เนื่องจากเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ล้วนจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในกระบวนการผลิตทั้งสิ้น ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าเดิมที่เป็นเทคโนโลยีเก่า มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณน้อย และเริ่มทยอยหมดอายุการใช้งานลง


ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศเฉลี่ย 43,000 เมกะวัตต์ โดยมาจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ 14,948.50 เมกะวัตต์ หรือ 34.74% และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก 9,618.32 เมกะวัตต์ หรือ 22.35% ซึ่งมากกว่า 60 % หรือ 28,129 เมกะวัตต์ มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ ส่วนอีก 15 % เป็นโรงไฟฟ้าที่มีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และที่เหลือเป็นไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ได้จากเขื่อนต่างๆ ตลอดจนโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และอีก 10% รับ ซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ 50 เมกะวัตต์และหากพิจารณาจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เหลือน้อยลง และสามารถใช้ได้อีก 10 ปี ส่งผลให้อนาคตไทยอาจจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ สำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงถึง 100%


ในส่วนของบริษัท ฯ จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ถือได้ว่าเป็นหุ้นที่มีความโดดเด่น ได้รับความนิยมจากนักลงทุน เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในทุกปี จากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วน “นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ” นักลงทุนหุ้นคุณค่า หรือ value investor ได้ให้มุมมองต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าไว้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หุ้นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าและผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศ ถือได้ว่ามีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทั้งจำนวนหุ้นและมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดขนาดใหญ่ (Market Cap) จัดได้ว่าเป็นหุ้นดาวเด่นของตลาดหุ้น เพราะมีการการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทั้งราคาหุ้น ตลอดจนรายได้และกำไร อีกทั้ง หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า จัดได้ว่าเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนมั่นคงสม่ำเสมอ ไม่แปรผันไปตามสภาวะตลาด และให้แนวโน้มที่ดีกว่าตลาดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซบเซา


ขณะเดียวกันราคาหุ้นที่มักจะปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา และไม่เหมาะกับนักลงทุนที่นิยมนักเก็งกำไรในระยะสั้น แต่จากการที่หุ้นโรงไฟฟ้า มักให้ผลตอบแทนที่ดีจากอัตราการจ่ายปันผลในระดับที่เทียบเท่า หรือมากกว่ากำไรจากราคาหุ้น ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะได้ผลตอบแทนรวมไม่เกิน 10-20% ต่อปี

“นิยามหุ้นโรงไฟฟ้าตอนนี้อาจจะเปลี่ยนไป เพราะกลายเป็นหุ้นเนื้อหอมจากการที่ราคาหุ้นเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาไม่นาน ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อย กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของเมืองไทย ภายในเวลาอันรวดเร็ว”

ปัจจัยที่ผลักดันให้หุ้นโรงไฟฟ้าเติบโตอย่างโดดเด่น


1.โรงไฟฟ้าเทคโนโลยีใหม่ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟ้ฟ้าจากพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพลังงานที่ได้เหล่านี้มาจากพื้นฐานวัตถุดิบต้นทุนต่ำ และรับอานิสงส์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีต้นทุนในการผลิตถูกลงมาก ทำให้สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงไปได้ สามารถขายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบดูแลด้านธุรกิจไฟฟ้า ในปริมาณที่มากขึ้นและมีกำไรดีกว่ารูปแบบธุรกิจผลิตไฟฟ้าแบบเดิม


2.ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องการันตีรายได้ หากย้อนมองที่ผลประกอบการของบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าส่วนใหญ่ ไม่ได้ปรับตัวลดลงเหมือนหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น แม้ช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา หุ้นกลุ่มบริษัทผลิตและขายไฟฟ้ายังสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจมีสัญญาซื้อขายไฟในระยะยาวทำให้เป็นหลักประกันรายได้ที่เติบโตคงที่ทั้งกับการไฟฟ้าและผู้ซื้อในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในประเทศ ส่งผลให้รายได้และกำไรโดยปกติอยู่ในระดับดีอยู่แล้ว ก็เติบโตขึ้นอีก เพราะหลายบริษัทขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ


3.สภาพคล่องทางการเงินสูง ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ความได้เปรียบของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วอีกประการคือ สภาพคล่องทางการเงินที่มีมาก เพราะส่วนหนึ่งการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินและตลาดเงินหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าต้นทุนดอกเบี้ยของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการหุ้นโรงไฟฟ้าสามารถไปประมูลงานในโครงการต่างๆเพิ่มหรือเสนอผลตอบแทนการลงทุนที่ต่ำให้กับผู้ซื้อไฟฟ้าได้ ขณะเดียวกันการระดมทุนก็ทำได้มาก เพราะพิจารณาด้านอัตราหนี้สินต่อทุนของโครงการนั้นๆ สามารถทำได้ถึง 3 เท่า และทำกำไรให้กับส่วนของผู้ถือหุ้นในปริมาณที่ดีได้


4.การเติบโตของรายได้และกำไรของบริษัทเป็นตัวกระตุ้นราคาหุ้น ปัจจัยหลักของนักลงทุนไทยมักพิจารณาเลือกหุ้นที่จะลงทุนจากการเติบโตของธุรกิจมากกว่าปัจจัยอื่นในการลงทุน โดยมองว่าการเติบโตของรายได้และกำไรนั้นเป็นตัวสะท้อนที่จะชี้นำ กระตุ้นต่อราคาหุ้น โดยหากหุ้นกลุ่มใดหรือตัวใดที่เห็นเติบโตอย่างรวดเร็วชัดเจนและมีสตอรี่อ้างอิงที่ที่จะผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อไปอีกมากรออยู่ ก็พร้อมที่จะเข้าไปซื้อลงทุนหรือเก็งกำไรหุ้นตัวนั้นๆ ทันที


อย่างไรก็ตาม ภาพสะท้อนของราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ขณะนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นวิกฤติฟองสบู่หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าบางบริษัท ฯ ปรับตัวขึ้นไปสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงมาแรง ถือเป็นสัญญาณเตือนหรือไม่ จากคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในประเด็นเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องการให้รัฐดึงกำลังการผลิตไฟฟ้าคืนจากเอกชน มาเป็น 51% ของกำลังผลิตทั้งหมดในประเทศภายใน 10 ปี ส่งผลกระทบต่อบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนหลายแห่ง ทำให้ไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ในประเทศได้ แต่จากเหตุการณ์ปรับตัวลดลงของหุ้นโรงไฟฟ้าในเพียงชั่วเวลาหนึ่งวันและไม่ได้มีความรุนแรงมากถึงขนาดจะทำให้เกิดวิกฤติฟองสบู่แตกได้


นอกจากนี้ การที่กำหนดว่าราคาหุ้นโรงไฟฟ้ากลุ่มหนึ่งส่อเค้าวิกฤติฟองสบู่ได้นั้น อาจต้องวิเคราะห์ถึงข้อมูลเชิงลึกไม่ใช่เพียง “ถูกหรือแพง” ของหุ้นเปรียบเทียบกับการเติบโตในด้านกำไรของกิจการในระยะยาว ซึ่งในอดีตนั้น หุ้นโรงไฟฟ้ามักจะเป็นหุ้นที่ราคาไม่แพง และถูกกำหนดด้วยค่า P/E ซึ่งไม่ควรจะเกิน 10 เท่าคิดจากกำไรปกติ เย่างไรก็ดี เกณฑ์การคำนวณนั้นคือค่าที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเป็นปกติ แต่หากมองในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก มองว่าหุ้นโรงไฟฟ้าควรจะมีค่า P/E สูงขึ้น อาจแตะ17 เท่าในระดับเดียวกับตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนต่อปี 6% สำหรับธุรกิจไฟฟ้าที่อยูในระดับเติบโตช้าลงแล้วแต่จัดว่าเป็นหุ้นกลุ่มที่ปลอดภัย


หากมองในช่วงที่ธุรกิจโรงไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เช่นที่หุ้นหลายๆ บริษัทในขณะนี้ ค่า P/E อาจปรับตัวสูงขึ้น โดยนักลงทุนจะต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบเช่นประเมินว่า กำไรของบริษัทจะสูงขึ้นจนทำให้ค่า P/E ลดลงมาจนเหลือ 17 เท่าหรือ 10 เท่าภายในระยะเวลากี่ปี


อย่างไรก็ดี ยังถือว่าเรื่องที่ยากในการประเมินพอสมควร เนื่องจากในอนาคต บริษัทอาจจะไม่สามารถขยายโครงการเพิ่มได้ตามแผนธุรกิจที่วางไว้ นอกจากนี้ผลตอบแทนบางโครงการที่จะได้รับในอนาคตอาจไม่ได้ทำกำไรเท่าโครงการเดิมที่มีอยู่ด้วย นักลงทุนจึงควรวางแผนการลงทุนอย่างระมัดระวัง เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ



กำลังโหลดความคิดเห็น...