xs
xsm
sm
md
lg

(รับชมคลิป) บล.กสิกรไทย ปรับเป้า SET INDEX ปลายปีที่ 1,750 จุด เหตุความกังวลสงครามการค้ายังกดดันตลาด-นักลงทุนรอดูสถานการณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ กสิกรไทย
บล.กสิกรไทย ปรับเป้าดัชนี SET INDEX ปลายปี 2562 ใหม่ โดยปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,750 จากเดิมที่ 1,775 จากสถานการณ์ความขัดแย้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กดดันตลาดและสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และผลประกอบการ บจ.ไตรมาส 2 / 2562 น้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้นักลงทุนชะลอเวลารอดูท่าทีการลงทุน




นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุมมองเป็น “บวก” ต่อภาพรวมตลาด แต่ได้ปรับลดเป้าหมาย SET Index ล่วงหน้า 12 เดือนลงเล็กน้อยเป็น 1,750 จากเดิมที่ 1,775 โดยปัจจัยหลักมาจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่วกกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง และความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ขณะที่น้ำหนักด้านประเด็นผลประกอบการที่อ่อนแอในไตรมาส 2/2562 แม้ว่าจะไม่มากนัก ซึ่งโดยรวมแล้วกำไรไตรมาส 2/2562 ออกมาดีกว่าประมาณการของ บล.กสิกรประเมินไว้อยู่ 3% แต่ก็ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดอยู่ถึง 2%

อย่างไรก็ตามปัจจัยสนับสนุนต่อมุมมองบวกมาจาก นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะมาถึง โอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (sovereign credit rating) หลังจากได้รับการปรับเพิ่มอันดับจาก Fitch และ Moody’s กอปรกับสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง

ในด้านปัจจัยภายนอกมองว่าท่าทีเชิงผ่อนคลาย (dovish) ของธนาคารกลางต่างๆ สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อที่เบาบาง และรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EMs) จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ โดยเชื่อว่าปัจจัยบวกเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบที่ประเมินเป็นตัวเลขได้ เช่น เศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) โดยรวมของตลาดลง และการส่งออกของโลกที่อ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน การประท้วงในฮ่องกง และประเด็น BREXIT ต่างเป็นปัจจัยเสี่ยงประเภท “fat-tail” ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ยากในการประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และอาจมีผลกระทบที่รุนแรง โดยเรามีสมมติฐานกรณีพื้นฐานว่าเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้จะไม่ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตของโลก แต่จะมีลักษณะเป็นประเด็นยืดเยื้อ ที่จะได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจากันจำนวนมาก ส่วนกำหนดการประเด็น BREXIT ที่จะมาถึงในวันที่ 31 ต.ค. 2562 สามารถคลี่คลายได้โดยการเลือกตั้งทั่วไป หลังจากประสบความสำเร็จในการลงคะแนนเสียงอย่างเปิดเผยของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือการขยายเวลามาตรา 50

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงต่อมุมมองเชิง “บวก” ยังคงมาจาก ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเราสังเกตเห็นว่าการโต้ตอบทางวาจาในช่วงหลังจะเป็นไปในเชิงจู่โจมกันมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง จะทำให้ข้อพิพาทที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงต่อกันจะกลายเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจโลกลงสู่สภาวะถดถอยได้ ซึ่งเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดในประเทศไทยได้ ส่วนอีกปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกันคือสถานการณ์ที่พัฒนาไปสู่การโต้ตอบกันด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่เรามองว่าจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่า อย่างไรก็ตาม บล.กสิกร ยังคงมองว่าข้อพิพาทในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำโลก ซึ่งเราไม่คิดว่าทั้ง 2 ประเทศจะบรรลุเป้าหมายของตนผ่านข้อพิพาทนี้

ในส่วนของเป้าหมาย SET Index ที่มีการปรับลงโดยอิงจากราคาเป้าหมายของหุ้นแต่ละบริษัทที่ได้มีการวิเคราะห์อยู่ แล้วนำไปปรับเข้ากับเป้าหมายกรณีพื้นฐานในกรอบ -10% (เชิงลบ) ถึง +10% (เชิงบวก) โดยพิจารณาขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย เช่น ภาพรวมเศรษฐกิจ มูลค่าตลาดโดยรวม ทิศทางกำไรของบริษัท ฯลฯ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญคือ การส่งออกของโลกที่อ่อนแอต่อเนื่อง และข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแร่งขึ้นในช่วงหลัง หักลบกับปัจจัยบวกของการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield)

ทั้งนี้จากสืบเนื่องจากข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลัง กอปรความเสี่ยงของสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กลับมาเป็นประเด็นความกังวล จึงปรับลดกรอบการซื้อขายของ SET Index ลงจากเดิมที่ 1,660-1,770 เป็น 1,592-1,687 โดยกรอบการซื้อขายใหม่นั้นอิงส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างค่าเฉลี่ย และ +0.25SD ขณะที่กรอบการซื้อขายเดิมนั้นอิงที่ค่าเฉลี่ยและ -0.25SD โดยการปรับเปลี่ยนกรอบการซื้อขายในดัชนีอ้างอิง SET Index แต่ละกรอบ ล้วนขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ bond yield 10 ปี หักลบเล็กน้อยกับ market EPS ล่วงหน้า 12 เดือนที่ปรับลดลง โดยเราประเมินว่าการปรับลดลง 62bps ของ bond yield 10 ปี ในช่วงวันที่ 28 มิ.ย. และ 23 ส.ค. ส่งผลให้ดัชนีอ้างอิง SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 150pts ขณะที่ market EPS ที่ลดลง (จาก 110 เป็น 108) สะท้อนถึงการปรับลดลงของดัชนีอ้างอิง SET Index ราวๆ 30pts

"เชื่อว่าความคลี่คลายลงของข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะช่วยกระตุ้นให้ SET Index กลับไปซื้อขายกันในกรอบบนของกรอบการซื้อขายระยะสั้นเช่น ราวๆ 1,687 (ระดับค่าเฉลี่ยส่วนต่างผลตอบแทน) โดยนับตั้งแต่ปี 2557 ส่วนต่างผลตอบแทนของ SET Index มีระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2559 (เส้นโค้งผลตอบแทนของสหรัฐฯ (US yield curve) ปรับสูงขึ้น) รวมถึงช่วงปลายปี 2561 (ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน yield curve ที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ) และในเดือน ส.ค. 2562 (ข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กลับมารุนแรงขึ้น การกลับมากังวลในประเด็นสภาวะถดถอยของสหรัฐฯ การประท้วงในฮ่องกง และ BREXIT) นอกเหนือจากนี้ ส่วนต่างผลตอบแทนของ SET Index ตั้งแต่ปี 2557 มีการเคลื่อนตัวในกรอบของค่าเฉลี่ย (ทิศทางเชิงลบ) และ -1SD (ทิศทางเชิงบวก) "


กำลังโหลดความคิดเห็น...