xs
xsm
sm
md
lg

6 เดือน ธสน. ทำกำไรสุทธิกว่า 500 ล้านบาท หั่นคาดการมูลค่าส่งออกตลอดปีนี้เหลือ 0.2%

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ธสน. เผย ผลดำเนินงานครึ่งแรกของปี 62 มีกำไรสุทธิรวมกว่า 5 ร้อยล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เหตุ ภาวะการขยายตัวภาคส่งออกไทยช่วงครึ่งแรกของปี 62 ติดลบ 2.9% จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ ธสน. ต้องหั่นเป้าประมาณการในปี 62 จะขยายตัวเพียง 0.2%

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวถึงผลดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ว่า ธนาคารฯ มีกำไรสุทธิรวม 523 ล้านบาท แต่ยังอาจต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากภาวะการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 62 ติดลบ 2.9% ตามผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ยังคงยืดเยื้อและทำให้สินค้าส่งออกของไทยในห่วงโซ่การผลิตและพึ่งพาตลาดจีนสูง เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายๆ หน่วยงาน รวมทั้ง ธสน. ได้ปรับลดตัวเลขการขยายตัวของมูลค่าส่งออกไทยในปี 62 โดย ธสน. คาดว่าจะขยายตัว 0.2% แม้การขยายตัวดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำก็ตาม แต่กรรมการผู้จัดการ ธสน. เห็นว่า ยังดีกว่าอีกหลายประเทศ

ด้านอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs Ratio) ของ ธสน. เมื่อสิ้นเดือน มิ.ย. 62 จะอยู่ที่ 4.26% หรือคิดเป็นมูลค่า NPLs จะอยู่ที่ 4,566 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 61 ส่วนมูลค่าเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจะมี 10,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,318 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61 โดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 6,167 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองหนี้พึงกัน 162.58%

กรรมการผู้จัดการ ธสน. ยังกล่าวต่อถึงยอดสินเชื่อคงค้างโดยรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 62 จะอยู่ที่ 107,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,706 ล้านบาท หรือราว 11.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) ทั้งสิ้น 94,750 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าปริมาณธุรกิจกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 52,953 ล้านบาท และมีสัดส่วนผู้ส่งออก SMEs เข้าถึงบริการของธนาคารฯ อย่างต่อเนื่องโดยคิดเป็นสัดส่วน 12.48% ของผู้ส่งออก SMEs ทั้งประเทศ ซึ่งสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถือว่ามีความสอดคล้องกับจำนวนลูกค้า SMEs ที่เพิ่มขึ้นโดยเป็นผลจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งการบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยให้เป็นผู้ส่งออกรายใหม่ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ธสน. ได้เร่งสนับสนุนผู้ส่งออกโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้เริ่มต้นและขยายธุรกิจได้มากขึ้นจนทำให้สินเชื่อคงค้างแก่ลูกค้า SMEs เติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 22,930 ล้านบาทในปี 2557 เป็น 38,834 ล้านบาทเมื่อถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 62 หรือเพิ่มขึ้น 69% ในรอบ 5 ปี แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสินเชื่อคงค้างดังกล่าวนี้จะเพิ่มขึ้น 17.79% นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ธสน. ยังมีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมอีก 86,024 ล้านบาท โดยมีสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 62 เป็นจำนวน 41,330 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้างเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไป CLMV อีก 30,415 ล้านบาท หนือเพิ่มขึ้น 1,338 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61

นายพิศิษฐ์ ยังกล่าวถึงผลจากกระทบที่ภาคการส่งออกได้รับในช่วยครึ่งปีแรกนั้นทำให้ยอดเคลมประกันการส่งออกที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 2 เท่า ขณะที่ภาพรวมปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนของ ธสน. ในครึ่งแรกของปี 62 จะอยู่ที่ 53,290 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 9,153 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 62 ซึ่งในจำนวนนั้นจะเป็นปริมาณธุรกิจของ SMEs ราว 11,487 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.56% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม

นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การส่งออกของไทยในครึ่งหลังปี 62 มีความหวังอยู่ในกลุ่มสินค้าดาวรุ่งที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัวสูงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป ผักและผลไม้ เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง อีกทั้งยังมีสินค้าอีกหลายตัวที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ช่วยประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ความเป็นไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อาทิ อาหาร สมุนไพร และของใช้ในครัวเรือน ส่วนกลุ่มสินค้าที่ได้อานิสงส์จากสงครามการค้า ได้แก่ อาทิ ยางล้อ ของเล่น เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น เนื่องจากสินค้าไทยที่ผลิตคล้ายกับสินค้าจีนสามารถแทรกตัวเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น

สำหรับกลุ่มมีกลุ่มสินค้าที่แข่งขันได้ในระยะสั้น เนื่องจากการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย เพื่อลดผลกระทบของสงครามการค้า อาทิ กลุ่มสินค้าที่หนีไปยังตลาดหลบภัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้ค่อนข้างดีโดยการหาตลาดหลบภัยเพื่อทดแทนตลาดจีนที่หดตัว เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ขยายตัวสูงในตลาดอินเดีย เม็กซิโก เวียดนาม แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวสูงในตลาดเม็กซิโก เบลเยียมรวมถึงไม้และผลิตภัณฑ์ ขยายตัวสูงในตลาด CLMV อินเดีย ซึ่งการส่งออกไปตลาดเหล่านี้แม้จะยังไม่สามารถชดเชยตลาดจีนได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ยังสามารถบรรเทาผลกระทบและช่วยพยุงการส่งออกของไทยได้ในระดับหนึ่ง

กรรมการผู้จัดการ ธสน. ยังกล่าวด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่ายังมีสินค้าบางกลุ่มที่ตอบโจทย์ความต้องการเดิมในตลาดใหม่ๆ ได้ นับเป็นการชดเชยตลาดส่งออกเดิมที่ชะลอลง เช่น การส่งออกยางพาราที่หดตัวจากความต้องการของจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางพาราอันดับ 1 แต่ยังสามารถขยายตัวได้ดีในตลาดอื่นๆ เช่น ยุโรปตะวันออก แคนาดา อย่างไรก็ตาม ในอนาคตยางพาราไทยต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาว รวมทั้งไทยยังต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตหรือนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเคมีภัณฑ์ชีวภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายพิสิษฐ์ ยังย้ำด้วยว่า ปัจจุบันการส่งออกของไทยอาจจะหดตัวลง แต่ตนถือว่ายังมีภูมิต้านทานที่ดีกว่าคู่แข่งหลายประเทศ เพราะอัตลักษณ์ความเป็นไทยมีชื่อเสียงระดับโลก ทำให้สินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการอีกมากในต่างประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ถือเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ดังนั้นผู้ส่งออกไทยต้องทันข่าวสาร ปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตอบสนองหรือชี้นำผู้บริโภคได้ เพื่อการทำตลาดอย่างประสบความสำเร็จและยั่งยืน


กำลังโหลดความคิดเห็น...