xs
xsm
sm
md
lg

KTC กำไร 6 เดือนโต 16% พร้อมลุยนาโน-พิโกฯ ไตรมาส 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เคทีซีประกาศผลการดำเนินงาน งวด 6 เดือนแรกของปีกำไรสุทธิ 2.9 พันล้าน เพิ่มขึ้น 16% มั่นใจทั้งปีมีการเติบโตตามเป้าหมาย พร้อมเดินหน้าธุรกิจนาโน-พิโกไฟแนนซ์หนุน คาดเริ่มได้ไตรมาส 3 นี้

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC)แจ้งผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปีมีกำไรสุทธิ 2,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีรายได้รวมครึ่งปีเท่ากับ 11,102 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่เติบโตที่ 7%(yoy) และ 8%(yoy) ตามลำดับ พร้อมกับการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม (ไม่รวมค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน) เพิ่ม 5%(yoy) และหนี้สูญได้รับคืนเพิ่มขึ้นที่ 3%(yoy) ด้านค่าใช้จ่ายการบริหารงาน 3,753 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 3%(yoy) ตามการขยายตัวของพอร์ตทำให้ผลการเนินงานในครึ่งปีนี้บริษัทสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยบริษัทยังคงมีสัดส่วนของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อ NPL เพิ่มเป็น 622% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 605%

ด้านปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วง 5 เดือนของอุตสาหกรรมมีอัตราเติบโตที่ 8.7% ในขณะที่บริษัทเติบโตที่ 10.6% ซึ่งหากเปรียบเทียบมูลค่าดังกล่าวเป็นรายเดือนระหว่างบริษัทกับอุตสาหกรรมสำหรับไตรมาส 2 ปีนี้ พบว่า อัตราเติบโตของอุตสาหกรรมขยายตัวในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ที่ 10.8% และ 6.8% ตามลาดับ ขณะที่เคทีซีมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน อยู่ที่ 11.3% 10.6% และ 9.7% ตามลาดับ ทำให้ไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนปี 2562 บริษัทมีอัตราเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเท่ากันที่ 10.5%

ส่วนพอร์ตรวมลูกหนี้เติบโต 7%(YoY) โดยไตรมาส 2 บริษัทมีลูกหนี้รวม 77,121 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้บัตรเครดิตรวมจำนวน 49,658 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7%) และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวมจำนวน 27,177 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7%) เมื่อหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวมทั้งสิ้นมูลค่า 5,439 ล้านบาท บริษัทจะมียอดลูกหนี้สุทธิทั้งสิ้น 71,682 ล้านบาท แบ่งเป็นพอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตสุทธิ 46,576 ล้านบาท และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลสุทธิที่ 24,979 ล้านบาท

ด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง บริษัทให้ความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพหนี้มาโดยตลอด บริษัทยังคงมี NPL รวมอยู่ที่ 1.13% ลดลงหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนที่อยู่ที่ 1.27% โดย NPL ของบัตรเครดิตลดลงเป็น 1.01% จาก 1.08% ขณะที่ NPL ของสินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 0.81% จาก 0.77% และบริษัทมีฐานสมาชิกขยายตัว 9% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 จากจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 3.39 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 3.12 ล้านบัญชี แบ่งเป็นบัตรเครดิต 2,405,570 บัตร (ขยายตัว 7%) และสินเชื่อบุคคล จำนวน 985,037 บัญชี (ขยายตัว 14%)

ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคในไตรมาส 2 ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัว อีกทั้งยังมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรงมากขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพอร์ตลูกหนี้รวมจะเติบโตในลักษณะชะลอตัว เป็นผลให้รายได้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเพียง 7% แต่การที่บริษัทยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้นไม่สูง ประกอบกับความสามารถในการคงมูลค่าต้นทุนเงินทุนให้อยู่ในระดับเดิม ขณะที่หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญมีจำนวนสูงขึ้นตามมูลหนี้ที่เพิ่มขึ้น และเนื่องจากไตรมาสนี้มีวันทำการน้อยกว่าไตรมาสอื่นๆ ทำให้การติดตามหนี้คืนมีความยากขึ้น จำนวนหนี้สูญได้รับคืนมีอัตราลดลงเมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงสามารถทำกำไรอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังสามารถคงสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเดิม

อย่างไรก็ตาม ครึ่งแรกของปีบริษัทมีอัตราการเติบโตของพอร์ตลูกหนี้ต่ำกว่าประมาณการที่ได้ตั้งไว้ แต่ด้านการสร้างรายได้ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรและจากยอดลูกหนี้ของสินเชื่อบุคคลที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และเนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพพอร์ตได้เป็นอย่างดี มีอัตราหนี้เสียที่ต่ำ ทำให้ผลประกอบการของบริษัทสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่รุนแรงมากขึ้น การเข้าสู่ธุรกิจใหม่ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนาโน-พิโกไฟแนนซ์ รวมทั้งธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน จึงเป็นโอกาสสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่บริษัท ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนของธุรกิจใหม่ได้ภายใน 18-24 เดือนข้างหน้า และบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างผลดำเนินงานของทั้งปี 2562 ได้ดีกว่าประมาณการเดิมที่ได้ตั้งไว้

อนึ่ง บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เคทีซี นาโน จำกัด และบริษัท เคทีซี พิโก กรุงเทพ จำกัด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เพื่อประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด ภายใต้การกำกับ (Pico Finance) และธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) โดยบริษัทถือหุ้นแต่ละบริษัทในสัดส่วน 75.05% โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเริ่มประกอบธุรกิจได้ในไตรมาส 3 ปีนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...