xs
xsm
sm
md
lg

“ปัจจัยหลัก” กระทบผู้ผลิตน้ำตาล

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภัยแล้ง ปัจจัยหลักกระทบการผลิตน้ำตาล ขณะราคาผันผวนตามตลาดโลก ผู้ผลิตหวังรัฐปลดล็อคและงบสนับสนุน ทั้งดูแลราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 62/63 ที่มีแนวโน้มตกต่ำ ปรับโครงสร้างตามแนวทางลอยตัวราคาน้ำตาล และกำหนดมาตรการลดอ้อยไฟไหม้ให้ตัดอ้อยสด 100% ช่วยเยียวยา

เป็นที่ทราบกันดีว่า ราคาน้ำตาลเป็นสินค้าที่อิงกับตลาดโลก และปี 2562 ถือเป็นปีที่ท้าทายภาคอุตสาหกรรมไทยไม่น้อย ซึ่งไทยต้องเผชิญปัจจัยกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งมาตรการกีดกันทางค้าที่ไม่ใช่ภาษีในประเด็นต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและอาหารบ่อยครั้ง สงครามการค้าของ สหรัฐฯ และการตอบโต้ของประเทศที่ได้รับผลกระทบ อาจเป็นเหตุให้ห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งปัจจัยทางธรรมชาติด้วย การหันไปใช้วัตถุดิบที่เหลือใช้จากการผลิตน้ำตาลกากหรือชานอ้อยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจึงกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจของผู้ผลิตนั้น ๆ


ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความเสี่ยงที่จะต้องพบกับความผันผวนต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างมาก ขณะที่ในปี 2562 นี้ มีรายงานว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะมาเร็วกว่าทุกปีทำให้ปริมาณฝนตกจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ จึงทำให้ปีนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งทุกภูมิภาค โดยภัยแล้งหนักที่เกิดขึ้นเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยเพื่อออกสู่ตลาด อาจทำให้ผลผลิตอ้อยได้รับความเสียหาย และอาจช่วยดันราคาอ้อยในช่วงนี้ให้ขยับขึ้นได้


แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมราคาอ้อยในปี 2562 อาจยังให้ภาพที่หดตัวอยู่ ตามแนวโน้มราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกที่อยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากผลผลิตอ้อยในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะบราซิล จึงคาดว่าราคาอ้อยเฉลี่ยในปี 2562 อาจอยู่ที่ 750-760 บาทต่อตัน หรือหดตัว 1.3-2.6% เมื่อเทึยบกับปีก่อน


จากผลของภัยแล้งในปี 2562 ที่มาเร็วและยาวนานขึ้น อาจไม่ได้ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นมากนัก แต่จะมีผลต่อปริมาณผลผลิตที่ลดลง โดยภัยแล้งในปี 2562 น่าจะมีผลกระทบอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะส่งผลต่อ ภาพรวมรายได้เกษตรกรในปี 2562 ให้หดตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.2-1.6% เทียบกับปีก่อน เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เดิมที่หดตัว 0.4-0.8% จากปีก่อน โดยมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้งปี 2562 ประเมินไว้ว่าอยู่ที่ 15,300 ล้านบาท หรือ 0.1% ของจีดีพี


สอดคล้องกับ “บุญถิ่น โคตรศิริ” ผู้อำนวยการสำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งได้เคยให้มมุมมองต่อภาพรวมอ้อยและน้ำตาลในปีนี้ไว้ว่าจากปัญหาภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อปริมาณอ้อยในฤดูผลิตปี 2562/63 ที่จะเปิดหีบในปลายปีนี้ได้ ขณะเดียวกันจากระดับราคาอ้อยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาไม่สูงมากนักตามทิศทางราคาตลาดโลก ส่งผลให้ไม่มีแรงจูงใจในการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเพิ่มเติม ดังนั้น หากไทยต้องประสบภัยแล้งและราคาตลาดโลกตกต่ำต่อเนื่อง อาจกระทบให้ปริมาณอ้อยลดลงต่อได้อีกจากฤดูหีบปี 2561/62 ที่ประเมินการปิดหีบล่าสุดจะมีอ้อย 131 ล้านตันลดลงจากฤดูหีบที่ผ่านมาประมาณ 4 ล้านตัน



ด้านวีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ กท. เปิดเผยถึงราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกว่ายังแกว่งตัวตามทิศทางน้ำมัน โดยการส่งมอบล่วงหน้าเดือน ก.ค. 2563 ปรับขึ้นมาอยู่ 14 เซนต์ต่อปอนด์ ขณะที่บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด หรือ อนท. ได้ทำราคาน้ำตาลส่งออกไปแล้ว 73% ของฤดูการผลิตปี 61/62 เฉลี่ยราคา 13.57 เซนต์ต่อปอนด์ ดังนั้นคาดว่าราคาขั้นสุดท้ายของฤดูผลิตนี้ จะไม่ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นที่กำหนดไว้ 700 บาทต่อตัน


“ ราคาอ้อยขั้นต้นฤดูใหม่ปี 62/63 หากดูราคาตลาดโลกล่วงหน้าขณะนี้คงจะดีกว่า 700 บาทต่อตันแต่จะมากน้อยแค่ไหนก็คงต้องติดตามราคาตลาดโลก ขณะที่ฤดูการผลิต 61/62 นั้นชาวไร่อ้อยเองได้รับเพิ่มจากปัจจัยการผลิตที่รัฐบาลจัดงบสนับสนุนตันละ 50 บาทและกองทุนอ้อยฯนำเงินที่จะได้รับมาจ่ายล่วงหน้าอีกตันละ 53 บาทก็ทำให้ชาวไร่อ้อยเฉลี่ยได้รับค่าอ้อยเป็น 803 บาทต่อตันที่ความหวาน 10 ซีซีเอส”


หวังรัฐปลดล็อคลอยตัวราคาน้ำตาล


“ชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ” นายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงสิ่งที่เกษตรกรต้องการจากรัฐบาลว่า ชาวไร่คงต้องติดตามกรณีคำสั่ง ม.44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะประกาศปลดล็อกลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ที่จะสิ้นสุดคำสั่งในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ซึ่งหลังจากนั้น รัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยให้เกิดประโยชน์ต่อระบบอย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำตาลในประเทศปรับลดลงตามราคาตลาดโลกนับตั้งแต่ต้นปี 2561 นั้นกลับพบว่าสินค้าที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบโดยเฉพาะเครื่องดื่ม กลับไม่ได้ลดราคาแต่อย่างใด ดังนั้นรัฐควรจะมองในประเด็นดังกล่าวเพื่อตัดสินใจในการดูแลราคาน้ำตาลทรายในประเทศหลังจากนี้ด้วย


ขณะที่ “นราธิป อนันตสุข” หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 เปิดเผยว่า สิ่งที่ชาวไร่อ้อยคาดหวังที่จะเห็นรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้ามาเร่งแก้ไขอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมี 3 ประเด็นหลักๆ คือ การดูแลราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 62/63 ที่มีแนวโน้มตกต่ำใกล้เคียงกับปีที่แล้ว การปรับโครงสร้างตามแนวทางลอยตัวราคาน้ำตาลที่ระเบียบปฏิบัติขณะนี้มีผลทำให้รายได้กองทุนน้ำตาลทรายลดลงเห็นว่าควรจะต้องปรับปรุง และการกำหนดมาตรการลดอ้อยไฟไหม้ให้ตัดอ้อยสด 100% ในระยะ 3 ปีที่ชาวไร่กังวลว่าจะกระทบต่อภาพรวมเพราะอาจทำไม่ได้


ทั้งนี้ ราคาอ้อยขั้นต้นฤดูผลิตปี 2562/63 หากราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกยังเคลื่อนไหวในระดับปัจจุบันคาดว่าจะอยู่ระดับไม่เกิน 700 บาทต่อตันซึ่งใกล้เคียงกับฤดูผลิตที่ผ่านมา ซึ่งชาวไร่อ้อยไม่คุ้มทุนการผลิต จึงต้องการให้รัฐเข้ามาแก้ไขด้วยการหามาตรการช่วยเหลือเพิ่มราคาอ้อยให้ชาวไร่ได้มีความคุ้มทุนมากขึ้น ส่วนจะเป็นแนวทางใดก็คงอยู่ที่นโยบายรัฐ







กำลังโหลดความคิดเห็น...