xs
xsm
sm
md
lg

CIMBTลดเป้าจีดีพี-สงครามการค้าลาม-เก็งธปท.ลดดบ.2รอบพยุงศก.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สำนักวิจัยซีไอเอ็มบีไทยมองเศรษฐกิจเจอผลกระทบสงครามการค้าลาม ปรับลดเป้าจีดีพีเหลือโต 3.3% จี้รัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นดึงเงินลงทุนต่างชาติ ขณะที่แบงก์ชาติมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปลายปีนี้และปีหน้าเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT)เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับมุมมองการเติบโตของจีดีพีไทยจากเดิมที่คาดการณ์ในระดับ 3.7%เมื่อปลายปีก่อน มาเป็น 3.3% เนื่องมาจากสงครามการค้าที่กระทบการส่งออกของไทย โดยคาดว่าการส่งออกครึ่งปีแรกจะหดตัว 3% และทั้งปีคาดการณ์หดตัว 1.8% ดังนั้น สิ่งที่จะคาดหวังได้ก็คือ หากรัฐบาลใหม่ที่น่าจะจัดตั้งเสร็จภายในเดือนก.ค.นี้ จะต้องเร่งดำเนินใน 3 เดือนได้แก่ 1.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศเพื่อให้เข้ามาลงทุนในประเทศรองรับการย้ายฐานการผลิตจากผลกระทบของสงครามการค้า และเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจากระดับล่าง ดังนั้น 2.ภาครัฐต้องมีมาตรการออกมาดูแลในเรื่องของรายได้ภาคเกษตร ค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น และ3.สานต่อโครงการบัตรประชารัฐเพื่อประคองกำลังซื้อของผู้มีรายได้

"สงครามการค้าขณะนี้ไม่ได้ส่งออกเฉพาะการส่งออกของไทยเท่านั้น แต่กระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ผู้ประกอบการในหลายภาคธุรกิจให้ชะลอการผลิตสินค้า กระทบต่อเนื่องรายได้ของลูกค้าและการบริโภคของประเทศด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังกลายมาเป็นสงครามค่าเงินด้วย ดังจะเห็นมาจากการแข็งค่าของเงินบาทที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ซึ่งเกิดจากมาจาก 2 ปัจจัยรวมกันได้แก่ เงินร้อนที่ไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้น-ตลาดตราสาร และปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่แม้ว่าการส่งออกของไทยจะหดตัว แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลอยู่ในระดับสูงจากรายได้ท่องเที่ยวที่ยังสูง"

นายอมรเทพกล่าวอีกว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเรื่องที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของประเทศก็จริง แต่การที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทำให้เราเสียศักยภาพในการแข่งขันไปและจะไปกระทบส่งออกเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงครามการที่ค้าที่มีอยู่แล้ว ดังนั้น ก็ต้องอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เห็นการส่งสัญญาณที่จะไม่ดูดซับเงินร้อนที่เข้ามาด้วยการลดออกพันธบัตร โดยแนวทางที่ธปท.ทำได้นั้น ก็มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก และคงจะไม่ใช่มาตรการควบคุมโดยทันทีเพราะจะส่งผลกระทบสูง แต่ถ้าธปท.ไม่ทำอะไรเลย ไทยก็จะตกเป็นเหยื่อของสงครามค่าเงิน ขณะที่ทิศทางเงินบาทนั้น สำนักวิจัยคาดเงินบาทแข็งค่าได้อีกเล็กน้อยที่ระดับ 30.55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในปลายปีนี้ ก่อนที่จะมีโอกาสอ่อนค่าไปแตะระดับ 32.00 บาทในปีหน้า หลังสหรัฐฯมีความชัดเจนในการหยุดลดอกเบี้ย

**แนะธปท.เป็นกองหน้าหั่นดบ.พยุงศก.**
ด้านแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายนั้น ซีไอเอ็มบีไทยคาดการณ์ว่าธปท.จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้งในปลายปีนี้หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ออก เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลค่อนข้างล่าช้าทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ งบประมาณล่าช้าตามไปด้วย ทำให้ธปท.ต้องออกมาเป็นผู้นำในการใช้มาตรการการเงินพยุงเศรษฐกิจไว้ก่อน และอาจจะปรับลดอีก 1 ครั้งในปีหน้า ซึ่งก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลงมาแตะที่ 1.25% ถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปีคศ.2009

"ผมจำได้ว่าคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธปท.เคยบอกว่าไว้ มาตรการการคลังจะเป็นกองหน้า มาตรการการเงินจะเป็นกองหลัง แต่ในภาวะที่มาตรการการคลังไม่สามารถนำออกมาใช้เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เรียบร้อย แบงก์ชาติก็จะต้องนำมาตรการการเงินออกมาพยุงไว้ก่อน ซึ่งก็สามารถทำได้เพราะอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนด้านเสถียรภาพที่แบงก์ชาติห่วงอยู่นั้น ก็น่าจะใช้มาตรการเฉพาะจุดคุมไว้ได้ พร้อมกันก็อาจจะมีการผ่อนคลายนโยบายในบางจุด อาทิ LTV เพื่อให้ธนาคารต่างๆสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ก็เป็นการช่วยผลักดันเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย และหากไม่มีมาตรการทั้งการเงินการคลังออกมาพยุงเศรษฐกิจก็จะต่ำกว่า 3%ได้"
กำลังโหลดความคิดเห็น...