xs
xsm
sm
md
lg

เคทีซีจับลุยนาโน-พิโกไฟแนนซ์-ดันสู่หัวหอกขยายฐานรายได้ใหม่

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บัตรกรุงไทย รุก”นาโน-พิโกไฟแนนซ์” เชื่อจุดแข็งการเลือกอนุมัติสินเชื่อและการติดตามหนี้ ส่งผลให้บริษัทดำเนินธุรกิจใหม่ได้อย่างไร้ปัญหา รอเห็นภาพชัดเจนภายใน 2-3 ไตรมาสนี้ ยอมรับเป็นโอกาสการทำธุรกิจ และความชำนาญเพื่อช่วยเหลือสังคม เพิ่มโอกาสขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต หวังเป็นหัวหอกในการขยายการขยายฐานรายได้ใหม่ (New S-curve)


เป็นที่ทราบกันดีกว่า รัฐพยายามหาทางออกให้กับผู้กู้และผู้ปล่อยกู้กับหนี้นอกระบบของไทย ดังนั้นการผลักดันให้เกิด”หนี้ในระบบ”จึงเกิดขึ้น เพื่้อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีรายได้น้อย "นาโนไฟแนนซ์" (Nano Finance) คือ สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยรัฐบาลออกมาตรการนี้เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย ไม่มีหลักประกัน สามารถขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ จะไม่สามารถขอสินเชื่อจากภาครัฐได้เลย หากไม่มีหลักประกันชัดเจน ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องเร่ออกไปหากู้เงินนอกระบบและเกิดปัญหาตามมามากมาย
นอกจากนี้ ยังมี สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์(Picoo Finance) ซึ่งเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับธนาคาร เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ โดยผู้ประกอบธุรกิจปล่อยกู้สินเชื่อพิโกไฟแนซ์ จะต้องเป็นนิติบุคคล มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สามารถปล่อยกู้ทุกสัญญาได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ซึ่งข้อดีของพิโกไฟแนนซ์ ในส่วนของเจ้าหนี้ ถือเป็นการปล่อยเงินกู้อย่างถูกกฎหมาย และมีลูกค้าเป็นคนในพื้นที่ รวมถึงสามารถคิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าการกู้ยืมเงินทั่วไป แต่ดอกเบี้ยและอื่นๆ ต้องไม่เกิน 36% ต่อปี ขณะที่ลูกหนี้ก็จะได้กู้เงินระบบที่ง่ายกว่าเดิม มีความโปร่งใส เป็นธรรม เพราะกำกับดูแลโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งสินเชื่อพิโก้นี้ถือเป็นสินเชื่อเอนกประสงค์ เนื่องจากลูกหนี้สามารถกู้เพื่อนำเงินไปใช้อุปโภคบริโภคหรือฉุกเฉินจำเป็น ที่สำคัญไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมหาโหด และผู้ให้กู้จะมีการลดต้นลดดอกลงไปเรื่อยๆ

KTCลุยเต็มสูบเห็นผลไม่เกิน1ปี
นายชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส-คอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTC ได้เริ่มเกริ่นเกี่ยวกับหนี้นอกระบบว่า หนี้นอกระบบจริงๆ แล้วไม่อาจรู้ตัวเลขที่แท้จริงได้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ แต่จากดูจากภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูล ณ สิ้นปี 2561 ที่มีจำนวน 12.83 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนหนี้นอกระบบอยู่ 5% ก็ประมาณ 6.4 แสนล้านบาท แล้วก็อิงจากจำนวนคนที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวม 6.98 ล้านคน เป็นหนี้นอกระบบจำนวน 1.3 ล้านล้านคน ก็จะเท่ากับมีหนี้นอกระบบอยู่เฉลี่ยต่อคนที่ 6.5 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าไม่น้อย เพราะคนที่เป็นหนี้นอกระบบเหล่านี้ หากไม่สามารถจ่ายชำระได้จะส่งผลกระทบมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก กฎหมายคุ้มครองการทวงหนี้ไม่มี และไม่หลักเกณฑ์ประนอมหนี้ที่มีมาตรฐาน
นอกจากนี้ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ยังพบว่า ไส้ในของหนี้ครัวเรือนไทยนั้น คนไทยอายุ 0-30 ปี 50% มีหนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนตัวหรือหนี้บัตรเครดิต และปริมาณ 1 ใน 5 ของคนในช่วงอายุ 29 ปีเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ดังนั้น จากคนไทย 21 ล้านคนที่เป็นหนี้ 3 ล้านคน หรือ 16% มีหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล ขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรที่มีหนี้ก็เพิ่มขึ้น จากในอีก 2552 มีสัดส่วนประชากรที่มีหนี้ 20% ผ่านมาถึง 2559 สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 30% ถัดจากนั้นเป็นปริมาณหนี้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 70,000 บาทในปี 2552 มาเป็น 150,000 บาทในปี 2559 โดยปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินจนทำให้ผิดนัดชำระหนี้ ได้แก่ การใช้จ่ายเกินตัว-ไม่ระมัดระวัง ,คนในครอบครัวล้มป่วย
ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆของการกู้ยืมนอกระบบก็ได้แก่ ความสะดวกรวดเร็วไม่ต้องใช้เอกสารมาก ,เงินเดือนไม่ถึง-ไม่ได้เป็นพนักงานประจำ หรือไม่อยากเดินบัญชีต่อเนื่องเพราะกลัวที่จะแสดงหลักฐานทางการเงิน ,หนี้ในระบบเต็มแล้ว และท้ายสุดเสียประวัติบนเครดิตบูโร จึงทำให้ต้องหันไปพึงพาเงินกู้นอกระบบ
อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐเองได้ตระหนักถึงความรุนแรงและความเสี่ยงของปัญหาหนี้นอกระบบ จึงได้หามาตรการดึงลูกหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบถูกต้อง โดยได้ออกสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ หรือ "นาโนไฟแนนซ์" (Nano Finance) มีวงเงินสินเชื่อสูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี โดยเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 2562 มีผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ทั้งสิ้น 33 ราย จำนวนบัญชีที่ได้รับสินเชื่อนาโน ไฟแนนซ์ทั้งสิ้นเท่ากับ 1.91 ล้านบัญชี และมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 30,669 ล้านบาท
รวมทั้ง ยังได้ออกสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ หรือ "พิโกไฟแนนซ์" (Pico Finance)สินเชื่ออเนกประสงค์ให้กับบุคคลธรรมดากู้ยืมไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ชำระค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล ใช้คืนเงินกู้นอกระบบ หรือนำไปลงทุนในกิจการเล็กๆ มีวงเงินรวมสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ รวมแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 36 ต่อปี สำหรับการปล่อยกู้วงเงิน 50,000 บาทแรก และวงเงินส่วนที่เกิน 50,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ รวมแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 28 ต่อปี
นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์ สามารถรับสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นหลักประกัน โดยสิ้นเดือนมีนาคม 2562 มีผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์แล้ว 443 ราย ใน 64 จังหวัด โดยมียอดสินเชื่ออนุมัติสะสมเท่ากับ 76,787 บัญชี และมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 599.56 ล้านบาท
นายชุติเดชกล่าวอีกว่า  KTC ในฐานะที่ทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อยมานาน ก็ได้ยื่นขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ และพิโก ไฟแนนซ์ จากทั้งธปท.และกระทรวงการคลัง โดยการรุกทำธุรกิจใหม่นั้น เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกลุ่มใหม่ที่ต่างจากเดิม จะช่วยเพิ่มโอกาสขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต ทั้งจากฐานลูกค้าและวงเงินที่ต่างจากสินเชื่อเดิม ซึ่งจะทำให้บริษัทฯสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่าจะเป็นหัวหอกในการขยายฐานรายได้ใหม่ (New S-curve) ให้กับบริษัทเพิ่มเติมจากการทำธุรกิจหลักบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลต่อไป 
ขณะเดียวกัน ก็จะมุ่งให้ความสำคัญกับการรักษาพอร์ตลูกหนี้โดยรวมให้มีคุณภาพที่ดี ควบคุมเอ็นพีแอลให้อยู่ในอัตราที่ต่ำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคที่ขอสินเชื่อ และเพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้ครัวเรือนให้กับภาครัฐและภาคสังคมโดยรวม
ทั้งนี้ หากได้รับใบอนุญาตภายในเดือนมิถุนายนนี้ ก็จะสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งการที่เคทีซีอยากเข้ามาในธุรกิจนี้ นอกเหนือจากการมองเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงมีความชำนาญด้านธุรกิจสินเชื่อรายย่อยแล้ว อีกทางหนึ่งก็อยากใช้ความชำนาญนี้ในการช่วยเหลือสังคมด้วยการดึงคนกลุ่มที่กู้นอกระบบที่มีความเสี่ยงในหลายๆด้านเข้ามาสู่ระบบ แต่ทั้งนี้ผู้กู้เองก็จะต้องมีวินัยทางการเงินด้วย เพราะจะเห็นได้จากสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดหนี้มีปัญหาก็คือการใช้เงินเกินตัว
"หลายๆคนอยากรู้ว่า นาโน-พิโกไฟแนนซ์นั้นเปิดมาแล้วประมาณ 2 ปีแต่ก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แล้วทำไม KTC ถึงจะทำ ซึ่งเรามองว่าในส่วนของนาโนไฟแนนซ์มองว่าเป็นการติดตามหนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอทำให้เกิดหนี้เสียมากและไม่คุ้มดอกเบี้ยรับ ขณะที่พิโกไฟแนนซ์นั้นดำเนินธุรกิจเป็นรายจังหวัด ลูกค้าจะไซส์เล็ก มีจำนวนมาก ต่างเซกเมนต์กันมาก หากคุมสเกลได้ไม่ดีก็จะไม่คุ้มต้นทุน แต่ด้วยความที่เคทีซีเองก็มีจุดแข็งทั้งด้านการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ และการติดตามหนี้ ประกอบกับเรามีโมเดลในการทำธุรกิจไว้ก็สามารถทำได้เลย ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรอให้เริ่มธุรกิจไป 2-3 ไตรมาสก็น่าจะมองภาพได้ชัดเจนขึ้น"


กำลังโหลดความคิดเห็น...