xs
xsm
sm
md
lg

(รับชมคลิป) บล.กสิกรไทย ปรับเป้า SET INDEX เหตุปัจจัยใน-นอก คลายตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย
บล.กสิกรไทยชี้ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะหนุนตลาดพร้อมเปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐฯ



นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า รัฐสภาใหม่ของประเทศไทยของประเทศไทยได้เลือกให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยเสร็จสมบูรณ์ เราคาดว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งเสร็จหลังงานประชุมอาเซียนซัมมิทที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากการเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงหลักๆ ยังไม่เรียบร้อย แต่เรื่องนี้น่าจะไม่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศเนื่องจากเป็นการดำเนินงานตามปกติของรัฐบาล คสช. ปัจจุบันที่กำลังบริหารประเทศอยู่ การที่รัฐบาลร่วมใหม่มีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับ รบ.ประยุทธ์ในการอยู่ครบ 4 ปี แต่เรามองว่าน่าจะอยู่ได้ราว 1-2 ปี ทำให้รัฐบาลใหม่จะต้องเน้นในมาตรการที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว (fast-moving) ที่จะมีผลกระทบในทันทีต่อเศรษฐกิจ โดยมากจะผ่านทางการบริโภคภาคเอกชน หากในเวลาต่อมารัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. ได้มากขึ้น เราก็คาดว่าจะเห็นการดำเนินงานมาตรการทางเศรษฐกิจในระยะกลาง-ยาวมากขึ้น เช่น การเดินหน้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มูลค่ารวม 6.65 แสนล้านบาทในครึ่งหลังของปี 2562-2563 รัฐบาลมีการตั้งงบขาดดุลสำหรับปี 2563 ที่ 4.5 แสนล้านบาท ทำให้จะมีเงินเหลือ 1.9 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบงบประมาณปี 2563

ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น, กลุ่มอสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัย, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเป็นกลุ่มสำคัญที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของรัฐ

นอกจากนี้กลุ่มพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นรายได้ภาคครัวเรือน เราคาดว่าจะเห็นมาตรการหลายอย่าง เช่น การแจกเงินสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย, เงินชดเชยให้กับกลุ่มการเกษตร, การเพิ่มค่าแรง และการลดหย่อนภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ส่วนบุคคลขึ้น โดยกลุ่มพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) รวมถึงสินค้าใกล้เคียง มาตรการกระตุ้นจะช่วยให้ SSSG ของกลุ่มทำได้ตามเป้าของเราที่ 3% ในปี 2562 เราคาดว่านโยบายนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแบบ fast-moving

ส่วนกลุ่มอสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัยจะได้ประโยชน์จากภาษีที่อาจจะลดลง รัฐบาลอาจเลือกที่จะกระตุ้นตลาดอสังหาฯโดยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะหรือสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (cheap loans) สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มาตรการเหล่านี้น่าจะช่วยเพิ่มรายได้และอัตรากำไรของบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ เราคาดว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระยะกลาง

ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์จากโครงการ EEC ที่เร็วขึ้น เราคาดว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับ EEC เป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเป็นตัวดึงดูดที่สำคัญของ FDI เราคาดว่ายอดขายที่ดินที่ 2,750 ไร่ ในปีนี้ เทียบกับเฉลี่ย 1,700 ไร่ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

ด้านกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างของไทยจะได้ประโยชน์จากการประมูลโครงการสาธารณะ กลุ่มรับเหมางานโยธาและปูนซีเมนต์น่าจะได้ประโยชน์จากเร่งประมูล/ก่อสร้างโครงการสาธารณะภายใต้รัฐบาลใหม่ เราคาดว่าการประมูลโครงการมูลค่า 4.86 แสนลบ. ในปี 2562 และ 4.59 แสนล้านบาท ในปี 2563 เทียบกับ 2.24 แสนล้านบาท ในปี 2561 ทำให้ยอดขายปูนซีเมนต์น่าจะโตขึ้น 3-5% YoY ในปี 2562

"ทำตามนโยบายพลังงานประเทศไทย 4.0 เราเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะทำตามแผนงานหลักของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ด้วยการมุ่งเน้นในการสร้างความมั่นคงให้กับอุปทานพลังงานของประเทศไทย, ราคาพลังงานที่ยุติธรรม, การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยผ่านการผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจดิจิตอล"

ในส่วนของการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เราคาดว่ารัฐบาลใหม่กำลังชั่งน้ำหนักเรื่องต้นทุนและประโยชน์ที่จะได้รับจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 316 บาท/วัน โดยอาจจะขึ้นเป็น 400 บาท/วัน ค่าแรงที่สูงขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมากที่สุดและทำให้ SSSG สูงขึ้นดังที่เราเห็นได้จากการเพิ่มค่าแรงในปี 2555 ตลอดจนถึงการขยายสิทธิลดหย่อนภาษีของ LTF เราเชื่อว่ารัฐบาลจะขยายสิทธิลดหย่อน LTF ในรูปแบบใหม่ที่อาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ราบรื่นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะช่วยหนุนตลาด เนื่องจากตลาดของไทยมีผลตอบแทนที่ดีในเดือน มิ.ย. สอดคล้องกับคำแนะนำของเราว่าจะอยู่ในกรอบระหว่าง 1,590-1,680 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ลงในครึ่งหลังของปี 2562 และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ราบรื่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของ Fed และผลการเจรจาด้านการค้าของสหรัฐฯกับจีนที่เป็นบวกในการประชุม G20 เรามองว่าจะเป็นตัวหนุนดัชนี SET ให้ทะลุแนวต้านที่ 1,680 และทดสอบระดับแนวต้านที่ 1,700 และ 1,725 จุด

ขณะที่นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส กล่าวว่า PTT อยู่ระหว่างการพัฒนามาบตาพุดและแหลมฉบังเฟส 3 กับหุ้นส่วน แม้รัฐบาลจะให้ PTT และหุ้นส่วนเป็นผู้พัฒนาทั้งสองโครงการ แต่รายละเอียดของโครงการนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป ส่งผลให้ความท้าทายจากการลอยตัว LNG มติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำเข้า LNG 1.5 ล้านตันด้วยตัวเองนั้นเป็นขั้นแรกในการลอยตัวตลาด LNG ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยง downside ที่ 30% ต่อปริมาณยอดขายก๊าซของ PTT ให้กับ กฟผ. ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม กฟผ. ยังคงต้องการใช้เครือข่ายท่อส่งก๊าซและสถานี LNG ของ PTT เพื่อลงสินค้าและส่งสินค้าที่นำเข้ามาไปยังโรงไฟฟ้า (วังน้อย, บางปะกง และกรุงเทพใต้) ทำให้ downside นั้นน่าจะจำกัด อย่างไรก็ตามผลกระทบของการลอยตัวน่าจะมากขึ้นหากรัฐบาลอนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และรายอื่นๆ นำเข้า LNG ได้ด้วยตัวเอง โดย PTT มีแผนที่จะส่งต่อก๊าซส่วนเกินไปยังตลาดอุตสาหกรรมโดยการเริ่มขายนอกเครือข่ายท่อส่งก๊าซ โดย กฟผ. ชนะประมูลสัญญาซัพพลายเออร์ LNG 1.5 ล้านตันต่อปีในเดือน มิ.ย. 2562

นอกจากนี้การเร่งการประมูลโครงการสาธารณะ กลุ่มรับเหมางานโยธาและปูนซีเมนต์น่าจะได้ประโยชน์จากเร่งประมูลและก่อสร้างโครงการสาธารณะภายใต้รัฐบาลใหม่ ทำให้เราคาดว่าการประมูลโครงการมูลค่า 4.86 แสนล้านบาท ในปี 2562 และ 4.59 แสนล้านบาท ในปี 2563 เทียบกับ 2.24แสนล้านบาท ในปี 2561 ตามลำดับจะทำให้ยอดขายปูนซีเมนต์โตขึ้น 3-5% YoY ในปี 2562


สำหรับหุ้นที่แนะนำให้ลงทุน คือ กลุ่มพลังงาน โดยมีมุมมองเป็นกลาง แต่ลดน้ำหนักการลงทุนสำหรับกลุ่มปิโตรเคมีลงเป็นลบ โดยในส่วนกลุ่มพลังงานแนะนำ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เพราะประมาณการกำไรมีความผันผวนต่ำกว่ารายอื่น ให้ราคาเป้าหมาย 148 บาท/หุ้น และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มปิโตรเคมี เพราะมีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่น่าดึงดูด และ มี Downside ที่จำกัด หลังจากมีโครงการซื้อหุ้นคืน ให้ราคาเป้าหมาย 69.30 บาท/หุ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...