xs
xsm
sm
md
lg

EIC โยกเงินอีกแล้ว (จบ) / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บริษัท เบเคอร์ ทิลลี่ คอร์ปอเรท แอ็ดไวเซอรี่ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ แสดงความเห็น ความไม่เหมาะสมการทำรายการซื้อหุ้น บริษัท อีสเทิร์นควีซีน (ประเทศไทย) จำกัด ไว้อย่างละเอียดในทุกแง่มุม ทั้งมูลค่ายุติธรรมหุ้น ข้อด้อยในการซื้อ และความเสี่ยงจากการลงทุน


ถ้าคณะกรรมการ บริษัท อุตสาหกรรม อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ EIC ตระหนักในการ ปกป้องผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง จะต้องพลิกมติ ล้มแผนการนำ บริษัท ฟู้ดส์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยซื้อหุ้น บริษัท อีสเทิร์นควีซีนฯ ในทันที


เบเคอร์ ทิลลี่ ประเมินมูลค่ายุติธรรมหุ้น อีสเทิร์น ควีซีนฯ อยู่ที่ 17.84 บาท ซึ่งจะใช้เงินทำรายการเพียง 132.02 ล้านบาท ขณะที่คณะกรรมการ EIC จะซื้อในราคา 40.54 บาทต่อหุ้น ใช้เงินทั้งหมด 299.99 ล้านบาท


ข้อด้อยของการซื้อหุ้นนั้น ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระระบุว่า จะทำให้ EIC มีภาระหาทุน 300 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อเทียบกับรายได้ของอีสเทิร์นควีซีน ปี 2561 จำนวน 103 ล้านบาท และมีกำไรเบื้องต้นเพียง 5.88 ล้านบาท โดยเป็นไปได้ต่ำที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อทำรายการ


ส่วนการลงทุน ต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปีในการคืนทุน ขณะที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำรายการ รวมทั้งยังมีข้อสงสัยในการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน


ทางด้านความเสี่ยงจากการลงทุน EIC มีความเสี่ยงเรื่องแหล่งเงินทุน โดยฝ่ายบริหาร EIC ระบุว่า แหล่งเงินทุนมาจากการขายหุ้นบางส่วนของบริษัทย่อย กระแสเงินสดภายในบริษัท 25 ล้านบาท และการกู้ยืม


แต่การขายหุ้น บริษัท เซมิคอนดักเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย EIC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า จะได้รับเงินประมาณ 75 ล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายนนี้ แต่สัญญาซื้อขายหุ้นระบุว่า การซื้อขายหุ้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขผลการดำเนินงานของบริษัท เซมิ คอนดักเตอร์


เมื่อผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ของเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงขาดทุน อาจทำให้ EIC มีความเสี่ยงที่จะได้รับเงิน


ส่วนการขายหุ้นบริษัทย่อยอีกแห่ง ให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในราคา 388 ล้านบาท และได้รับค่ามัดจำ 38 ล้านบาทนั้น บันทึกข้อตกลงที่ทำไว้ สามารถยกเลิกได้ หากผลการตรวจสอบกิจการของบริษัทย่อยไม่เป็นที่พอใจ


นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท อีสเทิร์นควีซีน ซึ่งดำเนินธุรกิจร้านอาหารชาบูบุฟเฟต์สไตล์ญี่ปุ่น เพราะมีการแข่งขันสูง และผลประกอบการ บริษัท อีสเทิร์นควีซีนฯ ระหว่างปี 2559-2561 ก็ขาดทุนต่อเนื่อง


รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนจากผู้ถือหุ้นเดิมของ อีสเทิร์นควีซีนตามสัญญาขายคืน โดยสัญญาซื้อขายหุ้น ผู้ขายให้การรับประกันผลดำเนินงานของ อีสเทิร์น ควีซีน นับตั้งแต่ปี 2565-2567 จะต้องมีรายไม่ต่ำกว่าปีละ 150 ล้านบาท มีกำไรเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท


หากปีหนึ่งปีใด รายได้หรือกำไรเบื้องต้นไม่เป็นไปตามที่รับประกันไว้ ผู้ขายต้องรับซื้อหุ้น จำนวน 7,399,999 หุ้นคืน พร้อมชำระดอกเบี้ย 10% ต่อปี นับจากวันที่ชำระค่าหุ้นอีสเทิร์นควีซีน


แต่ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระประเมินว่า อีสเทิร์นควีซีน ไม่สามารถทำรายได้และกำไรเบื้องต้นตามข้อตกลงได้ และแม้ว่า ผู้ขายหรือนายณัฐวุฒิ จะชำระค่าหุ้นคืน โดยสั่งจ่ายเช็ค จำนวน 299.99 ล้านบาท ซึ่งจะถูกเก็บรักษาไว้ที่ผู้รับฝากทรัพย์สิน แต่ EIC อาจมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถขึ้นเงินจากเช็คได้


และมีความเสี่ยงจากการที่อีสเทิร์นควีซีน อาจไม่ได้รับต่อสัญญาแฟรนไชส์จาก เคอาร์ ฟู้ด เซอร์วิส คอร์ปอเรชั่น เจ้าของแฟรนไชส์ หรืออาจขึ้นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ โดยสัญญาปัจจุบันมีอายุเหลือเพียง 2 ปี


รวมทั้งความเสี่ยงจากการชำระข้อพิพาททางกฎหมาย เนื่องจากอีสเทิร์นควีซีน มีคดีถูกฟ้องร้องและคดียังไม่สิ้นสุด โดยบริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด ได้ฟ้องอีสเทิร์นควีซีนและจำเลยอีก 4 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ และปลอมแปลงเอกสารในการกู้เงินจำนวน 5 ล้านบาท


ราคาหุ้น EIC อยู่ในช่วงขาลงหลายปีติดต่อ ล่าสุด เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 3-5 สตางค์ และการซื้อขายแต่ละวัน จะมีแรงซื้อเข้ามาพยุงราคา เหมือนมีคนคอยดูแล แต่มูลค่าการซื้อขายแต่ละวันไม่กี่แสนบาท หรือไม่กี่หมื่นบาท จึงมีสภาพเป็น หุ้นตายซาก


ผู้ถือหุ้นรายย่อย EIC มีจำนวนทั้งสิ้น 3,040 ราย ถือหุ้นรวมกันสัดส่วน 22.48% ของทุนจดทะเบียน และทั้งหมดตกอยู่ในฐานะผู้เสียหาย จากการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้


และน่าจะเสียหายจากการที่ฝ่ายบริหาร EIC โยกเงินไปซื้อทรัพย์สินหรือซื้อหุ้นบริษัทอื่น โดยได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มต่อการลงทุน


การลงทุนใน บริษัท อีสเทิร์น ควีซีนฯ เสี่ยงเกิดความเสียหายซ้ำรอย แต่ผู้บริหาร EIC มักแหกความเห็นของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ และคงดันทุรังซื้อหุ้น อีสเทิร์นควีซีนฯ จนได้ แม้ราคาไม่สมเหตุผลก็ตาม


ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดนักลงทุนทั่วไปจึงไม่เข้าไปแหยมกับหุ้น EIC




กำลังโหลดความคิดเห็น...