xs
xsm
sm
md
lg

เม็ดเงิน ตปท. รอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หุ้นพาณิชย์แกร่งไม่หวั่นการเมือง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 ̊ - สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังเติบโตต่อเนื่อง แม้การจัดตั้งรัฐบาลจะมาจากฝ่ายไหนยังไม่มีความชัดเจน เหตุนักลงทุนให้ความสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าเลือกฝ่าย ยกกลุ่มพาณิชย์โดดเด่นไร้ผลกระทบไม่ว่าฝากไหนจะบริหารประเทศ เพราะทุกพรรคมีแผนกระตุ้นกำลังซื้อ คาดเม็ดเงินไหลเข้า มิ.ย. - พ.ค. หลังมีรัฐบาลใหม่ ประเมินกรอบดัชนีปีนี้ต่ำสุด 1,600 สูงสุด 1,800 จุด

แม้ประเทศไทยจะจัดให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ผลการลงคะแนนยังสร้างความไม่แน่ชัด โดยเฉพาะกรณีการจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากมี 2 พรรคใหญ่ที่มีคะแนนเสียงไล่เลี่ยกัน อีกทั้งขั้นตอนการประกาศรับรองจาก กกต. และการจัดตั้งรัฐบาล ถูกคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะทำให้ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีความผันผวน จนทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าปี 2562 อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นไทยขยับตัวได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของนักวิเคราะห์ กลับเชื่อว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีและจะดีมากยิ่งขึ้นหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จ เพียงแต่ต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อให้ทุกอย่างมีความชัดเจน และเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งทีมงาน ผู้จัดการรายวัน 360 ̊ ได้รวมมุมมองที่น่าสนใจต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะเวลานี้จนถึงมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อใช้เป็นเคื่องมือประกอบการลงทุนให้แก่ผู้ที่สนใจได้ดังต่อไปนี้

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีความเสี่ยง

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวถึงผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาว่า จากผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามคาดจากเดิมคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงทิ้งห่างพรรคอื่นๆ ค่อนข้างมาก แต่ การที่พรรคพลังประชารัฐได้จำนวน ส.ส. น้อยกว่าพรรคเพื่อไทยเพียงเล็กน้อยจึงมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมได้เช่นเดียวกัน เรื่องดังกล่าวอาจจะยังสร้างความกังวลให้ตลาดหุ้น คือ สองพรรคใหญ่มีคะแนนเสียงที่ใกล้กัน ดังนั้นแม้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็เป็นรัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่งเพียงเล็กน้อย ถือว่ามีความเสี่ยงในเรื่องของเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในเรื่องนโยบายของแต่ละพรรค พบว่านโยบายมีความใกล้เคียงกัน นั่นคือเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อประชาชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมากนัก จึงคาดว่าปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.5% แต่ยังต้องติดตามเรื่องความวุ่นวาย และเสถียรภาพของประเทศว่าจะเป็นอย่างไร รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพหรือไม่

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจต่อรัฐบาลใหม่เป็นประเด็นเดียวกัน นั่นคือ รัฐบาลมีเสถียรภาพหรือไม่ , นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร รัฐมนตรีเศรษฐกิจมีคุณภาพขนาดไหน , ความต่อเนื่องของนโยบายขนาดใหญ่ เช่น อีอีซี ดังนั้นถ้ารัฐบาลใหม่สามารถตอบโจทย์ในเชิงบวกได้ทั้งหมด เงินทุนต่างชาติก็จะไหลเข้าอย่างเต็มที่ อีกทั้งปัจจุบันอัตราการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังลงทุนได้เนื่องจากราคายังไม่แพง และมองว่ายังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตต่อได้และแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคเอกชน โครงการขนาดใหญ่ของรัฐยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่จะได้อานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยดัชนีหุ้นไทยปี 2562 ประเมินไว้ที่ 1,750 -1,800 จุด

นอกจากนี้ ยังมองว่าหุ้นทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มหายไป เพราะธนาคารกลางประเทศต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ประเด็นดังกล่าวน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังฟื้นตัวได้

เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าช่วง พ.ค.

ขณะที่ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บล. ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินความเคลื่อนไหวเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่อาจกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งยังไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้กระแสเงินทุนกลับมาเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทยได้ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเข้ามาหาก Morgan Stanley Capital International หรือดัชนี MSCI ประเทศไทย นำ NVDR เข้าไปคำนวณน้ำหนักการลงุทนใน MSCI EMI ซึ่งจะสรุปและประกาศผลช่วงสิ้นเดือนมีนาคม และจะส่งผลในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนนี้

นั่นเพราะ หาก NVDR ถูกนำไปคำนวณด้วย จะส่งผลให้น้ำหนักหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3% จาก 2.5% ในปัจจุบันโดยในช่วงกลางปี 2562 นี้ คาดว่าจะหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET 50 แต่ยังคงต้องติดตามการพิจารณากรณีที่ MSCI จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน China A-Share จาก 5% เป็น 20% ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่จะถึงด้วย เพราะอาจส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลดลงเหลือ 2.85% ได้ในช่วงปลายปี

มิ.ย.ได้รัฐบาลใหม่ความั่นใจฟื้น

“ภาสกร ลินมณีโชติ” รองกรรมการผู้จัดการ บล. กสิกรไทย คาดการณ์ว่า คณะรัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มทำงานในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งกองทุน, นักลงทุนรายย่อย, รวมถึงนักลงทุนต่างประเทศพร้อมประมาณการณ์ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วง 2 เดือนก่อนกกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จะอยู่ในกรอบ 1,600-1,675 จุด

ทำให้แนะลงในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งและปลอดภัยไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล โดยเลือก 3 กลุ่ม นั่นคือ หุ้นกลุ่มพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้หุ้น CPALL ราคาเหมาะสมที่ 82 บาท, BJC ราคาเหมาะสมที่ 60 บาท,และ HMPRO ราคาเหมาะสมที่ 16.80 บาท เพราะมองว่าภาพรวมการบริโภคในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ หนุนให้ยอดขายต่อสาขา (SSSG) ของกลุ่มค้าปลีกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ CPALL, BJC ที่มีอัตราเร่งตัวดีมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2561 ที่ผ่านมา ดังนั้นคาดว่าผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2562 จะยังคงมีทิศทางเป็นบวก

กลุ่มถัดมา คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนภาครัฐที่ได้ทยอยเปิดประมูลไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เป็นต้นมา โดยเลือก STEC เป็น Top pick จาก ยอด BackLogในเดือนมกราคม 2562 ที่อยู่ระดับสูงที่ 1.13 แสนล้านบาท และแนวโน้มกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เพราะคาดว่ารัฐจะเปิดประมูลโครงการพื้นฐานมากขึ้นโดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไป และ กลุ่มสนามบิน นั่นคือ AOT ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ที่คาดจะโต 6.3% (YoY) และแรงขับเคลื่อนจากการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนเป้าหมายอขง Set Index ปีนี้อยู่ที่ 1,750 จุด ปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจและอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำขึ้นมาแล้วตั้งแต่ไปแตะระดับ 1,570 จุด

ภาพรวมตลาดหุ้นเติบโตต่อเนื่อง

ด้านสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ในกลุ่ม บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) มองทิศทางตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2/2562 จะสดใสขึ้น หนุนด้วยการเมืองจากการที่จะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1/2562 ที่ดีขึ้น รวมถึงกระแสของ Fund Flow ที่จะไหลกลับ แม้ว่าช่วงการจัดตั้งรัฐบาลอาจขลุกขลัก มีอุปสรรค แต่โดยภาพใหญ่มองว่าเป็นพัฒนาการบวก เนื่องจากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

พร้อมกันนี้เชื่อว่า กระแสของ Fund Flow น่าจะไหลออกจำกัด หลังสหรัฐฯส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ กดดันให้ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯปรับตัวลงแรง ถือเป็นเกราะป้องกัน Fund Flow ไหลออกจากไทย ประกอบกับผลตอบแทนจากตราสารหนี้ ที่อยู่ในระดับต่ำ น่าจะดึงเม็ดเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

ขณะที่สาเหตุที่ผลประกอบการของบจ.ในไตรมาส 1/2562 คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวดีขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการบันทึก stock gain ของกลุ่มพลังงาน ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของสงครามการค้าสหรัฐฯกับจีนผ่อนคลายลง โดยสหรัฐฯยังคงบีบจีนให้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯมากขึ้น โดยใช้การชะลอขึ้นภาษีนำเข้าวงเงิน 2 แสนล้านเหรียญฯ อัตรา 10%เป็นข้อต่อรองต่อไป

ดังนั้นหากคงระดับ P/E เป้าหมายที่ 16 เท่า จะให้ SET Index เป้าหมายปี 2562 อยู่ที่ 1,705 จุด มี Upside จำกัด ราว 4.4% ดังนั้น โดยสายงานวิจัย ASPS จึงคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้น 50% และให้เน้นไปที่หุ้นรายตัว ที่แนวโน้มกำไรเด่นในไตรมาส 1/62 เช่น PTT, STPI และหุ้นที่เติบโตตามการลงทุนและการบริโภคในประเทศ เช่น BBL, BJC, BGRIM, JMT, M, STEC รวมทั้งหุ้นผันผวนน้อยกว่าตลาด เช่น BCH


กำลังโหลดความคิดเห็น...