xs
xsm
sm
md
lg

"เกษตรไทย อินเตอร์ฯ" ปลื้ม บจ.รายแรกรับมาตรฐาน ‘บองซูโคร’

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กลุ่ม " เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น"ปลื้มขึ้นแท่นบริษัทจดทะเบียนรายแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน “บองซูโคร” (Bonsucro) สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ เพื่อประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS มีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนรายแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน “บองซูโคร” (Bonsucro) ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่ให้การรับรองการทำน้ำตาลอย่างยั่งยืน เริ่มตั้งแต่การปลูกอ้อยไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า

“นับตั้งแต่เราเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ความมุ่งมั่นประการสำคัญนอกจากการจะสร้างความมั่งคั่งให้กับชาวไร่อ้อยแล้ว เรายังพยายามอย่างยิ่งที่รักษามาตรฐานในทุกๆ ด้านในฐานะของบริษัทจดทะเบียน ที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยมอบความไว้วางใจลงทุนในหุ้น KTIS นอกจากเรื่องของการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ การกระจายการลงทุนและการขยายธุรกิจแล้ว เรายังมีเป้าหมายสำคัญที่จะดูแลในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานบองซูโครที่กลุ่ม KTIS ได้รับการรับรอง เป็นการสะท้อนความสำเร็จจากความมุ่งมั่นของกลุ่มเราในการดูแลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้อย่างชัดเจนที่สุด” นายประพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ บองซูโครเป็นระบบมาตรฐานที่ให้การรับรองการทำน้ำตาลอย่างยั่งยืน เริ่มตั้งแต่การปลูกอ้อยไปจนถึงส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณามี 5 ด้านหลักๆ ภายใต้ 3 เสาหลักแห่งความยั่งยืน นั่นคือ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.การปฏิบัติตามกฎหมาย 2.การเคารพสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานด้านแรงงาน 3.การบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การป้อนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน จนกระทั่งได้ผลผลิต จะต้องมีประสิทธิภาพและส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน 4.การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และการดูแลระบบนิเวศ และ 5.ปรับปรุงธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง

นายประพันธ์  กล่าวด้วยว่า หากมองเป็นภาพใหญ่ ในด้านเศรษฐกิจ กลุ่ม KTIS มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้ชาวไร่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งการทำให้ชาวไร่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะต้องให้ชาวไร่ทำไร่อย่างถูกต้อง
และรู้ต้นทุน ดังนั้น กลุ่ม KTIS จึงพัฒนากระบวนการทำอ้อยโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งด้านพื้นที่ ปัจจัยในการทำอ้อย และต้นทุนของการทำอ้อย เพื่อสร้างรูปแบบการทำอ้อยที่ชาวไร่สามารถทำตามได้และได้ผลอย่างชัดเจนผ่านโรงเรียนเกษตรกรอ้อยซึ่งได้ให้ความรู้กับชาวไร่ รวมถึงสร้างอุทยานการเรียนรู้กระจายตามพื้นที่เพื่อให้เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานจริง ขณะที่การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ได้รณรงค์ให้ชาวไร่ลดการใช้สารเคมี โดยส่งเสริมให้ชาวไร่ใช้ชีววิถีในการจัดการแมลงศัตรูพืช ประกอบกับการพัฒนาระบบจัดการไร่อ้อยเพื่อลดการใช้สารเคมี
นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมการปลูกอ้อยในพื้นที่ใหม่โดยในระบบ GPS ในการติดตามเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่สงวนส่วนประเด็นใหญ่อย่างการเผาอ้อยในไร่ ที่ผ่านมา กลุ่ม KTIS รณรงค์และส่งเสริมให้ชาวไร่ตัดอ้อยสด เช่น การให้สิทธิในการลงอ้อยก่อน การจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่ชาวไร่ในการซื้อรถตัดอ้อย และการใช้รถตัดอ้อยของโรงงานเองเข้าไปบริการชาวไร่ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยังลดปัญหาทางสังคมอีกด้วย

“ในด้านสังคม เราได้ผนึกความร่วมมือกับสมาคมชาวไร่อ้อย เพื่อเข้าไปให้ความรู้ในการใช้แรงงานภาคเกษตรและสิทธิขั้นพื้นฐานที่แรงงานควรจะได้รับ ทั้งด้านรายได้ต่อวัน รวมถึงการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ขณะที่ในส่วนของโรงงาน บริษัทฯ มีนโยบายในการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่ม KTIS คำนึงถึงอยู่เสมอ โดยบริษัทฯ มีนโยบาย Zero Waste Factory คือเน้นการนำสิ่งเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว วัสดุเหลือใช้จากการผลิตต่างๆ รวมถึงการติดตั้งระบบบำบัดเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อชุมชนรอบโรงงาน” นายประพันธ์กล่าว

ขณะที่ การดำเนินการทั้งหมดของกลุ่มเคทิส จนทำให้บริษัทฯ ได้รับมาตรฐานบองซูโครนั้น เป็นการตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมน้ำตาล ที่ไม่เพียงจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ แต่ยังพยายามยกระดับมาตรฐานในทุกด้านให้สูงยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างธรรมาภิบาล ซึ่งจะทำให้กลุ่มเคทิสสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน


กำลังโหลดความคิดเห็น...