ดีมานด์บ้านเดี่ยวกลาง-บน โซนกรุงเทพฯตะวันตกขยายตัวแรง “แสนสิริ”สบช่องส่งแบรนด์บ้านเดียว “คณาสิริ” เจาะตลาด 4-6 ล้านบาท พร้อมส่ง “เศรษฐสิริ” จับกลุ่มบ้าน 15-20ล้านบาทต่อยอดตลาดบน ชูแนวราบหัวหอกรุกตลาดปี62 กางแผนเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่า24,200 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคา ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองชั้นนำ วางเป้ายอดขายปีนี้ 14,400 ล้านบาท ล่าสุด เปิดตัว“เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” มูลค่า2,000 ล้านบาท นำร่องนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นโครงการแรก คาดปิดการขายปี65 หลังยอดตอบรับดีลูกค้าจองซื้อแล้ว12ยูนิต

นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายตัวของดีมานที่อยู่อาศัยแนวราบในโซนกรุงเทพฯตะวันตก ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางกรุงเทพฯ ด้วยทางยกระดับบรมราชนนี รวมถึงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่มีกำหนดเปิดใช้บริการในปี 62 นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ซึ่งมีกำหนดเปิดใช้ในปี 65 ประกอบกับการขยายตัวของเมืองในโซนกรุงเทพฯตะวันตก ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวขยายตัวอย่างมาก
ขณะที่ซับพลายที่อยู่อาศัยในโซนกรุงเทพฯตะวันตกมีอัตราการระบายออกที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 3 - 4.99 ล้านบาท ซึ่งจากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในโซนกรุงเทพฯตะวันตกของ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีซับพลายสะสมตั้งแต่ปี 59 - 61 จำนวน 25,879 ยูนิต โดยในจำนวนนี้มีการระบายออกแล้ว 83% คงเหลือซับพลายสะสมในพื้นที่เพียง 17% ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการระบายออกประมาณ 6 เดือนเศษ หากไม่มีซับพลายเกิดใหม่ในพื้นที่
ส่วนบ้านเดี่ยวระดับราคา 5-6.99 ล้านบาท พบว่ามีจำนวนซับพลายสะสมในพื้นที่ 19,431 อยู่นิต มีการระบายออกแล้ว 84% ทำให้เหลือซับพลายสะสมในพื้นที่เพียง 16% และคาดว่าจะใช้ระยะเวลา7 เดือนเศษในการระบายออกทั้งหมดหากไม่มีซับพลายใหม่เข้ามาเพิ่ม ส่วนกลุ่มบ้านระดับราคา 7 - 8.99 ล้านบาท พบว่ามีซับพลายสะสม 9,583 ยูนิต ขายออกแล้ว 85% ทำให้ยังมีซับสะสมในพื้นที่เหลือขายเพียง 15% และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนเศษ ในการระบายออกหากไม่มีซับพลายใหม่เข้าเกิดขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 10 - 19.99 ล้านบาท มีซับพลายสะสมในพื้นที่ 5,577 ยูนิต โดยปัจจุบันมีการระบายออกแล้ว 84% ทำให้ยังมีซับพลายสะสมในพื้นที่เหลือเพียง 16% และคาดในระยะ 7 เดือนเศษในการระบายออกซับพลายที่เหลือในกรณีที่ไม่มีซับพลายใหม่เกิดขึ้น
นายสมเกียรติ กล่าวว่า จากอัตราการระบายออกของซับพลายและซับพลายสะสมที่เหลือขายในพื้นที่ข้างต้นทำให้ แสนสิริ เห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดกลุ่มบ้านระดับราคา 4 - 6 ล้านบาท และ กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 10 - 19.99 ล้านบาท เนื่องจากทั้ง2กลุ่มมีอัตราการระบายออกที่ดีมาก ขณะเดียวกันจำนวนซับพลายสะสมที่เหลืออยู่ยังมีจำนวนไม่มาก จึงตัดสินใจส่งทั้ง2แบรนด์เข้ามาจับกลุ่มตลาดดังกล่าวในโซนกรุงเทพฯตะวันตก โดยก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้เปิดโครงการ คณาสิริ บนทำเลเลียบถนนศาลาธรรมสพน์ ขณะเดียวกันก็ทยอยซื้อที่ดินสะสมรอการพัฒนาโครงการใหม่เข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้ซื้อที่ดินสะสมรอการพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาบ้านเดี่ยวในแบรนด์ “คณาสิริ” ในโซนดังกล่าวแล้วที่ 57ไร่
ล่าสุด แสนสิริ ได้เปิดตัวโครงการ “เศรษฐสิริ-ทวีพัฒนา” ซึ่งตั้งอยู่เลียบถนนศาลาธรรมสะน์ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายถนนจาก2เลนเป็น4เลน เพื่อรองรับดีมานด์กลุ่มบ้านระดับราคา 15 -20 ล้านบาท สำหรับโครงการ ‘เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา’ เป็นโครงการ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ระดับราคา 15-20 ล้านบาท ขนาดพื้นที่เริ่มต้น 100 ตารางวา จำนวน 133 ยูนิต บนพื้นที่พัฒนาโครงการ 67 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ซึ่งออกแบบและพัฒนาภายใต้แนวคิด“Sansiri For Greater Well-Being” โดยเป็นโครงการดังกล่าวมีการนำนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น (Dust-Free House) มาใช้ในโครงการบ้านเดี่ยวเป็นครั้งแรก และจะนำไปใช้ในทุกโครงการในแบรนด์ เศรษฐสิริ และ แบรนด์ บุราสิริ ปัจจุบัน โครงการเศรษฐสิริ-ทวีพัฒนา มียอดขายแล้ว 12 ยูนิต และตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 30% คิดเป็นมูลลค่า 640 ล้านบาทในสิ้นปี 62 คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถปิดการขายได้ในปี 65

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในปี61 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 48,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขาย จากโครงการแนวราบถึง 18,800 ล้านบาท เติบโตขึ้น 40% จากปีก่อนหน้า โดยทาวน์เฮาส์เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด โดยเติบโตถึง 75% ขณะที่กลุ่มบ้านเดี่ยวในทุกแบรนด์และเติบโต 35% ส่วนในปี 62 นี้แสนสิริ มีแผนพัฒนาโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่ารวม 46,600 ล้านบาท โดยจะเน้นเปิดตัวโครงการแนวราบเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ตโฟลิโอ และตอบรับความต้องการของตลาดบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 62 นี้ แสนสิริ มีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ จำนวน 16 โครงการ มูลค่า 24,200 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบ้านให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคา โดยในปีนี้ แสนสิริ ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายจากโครงการแนวราบ14,400 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการขยายตลาดโครงการแนวราบในปีนี้ บริษัทได้เตรียมเปิดตัวโครงการ Tiger Lane ในระดับ S Segment โครงการบ้านเดี่ยวในระดับกลางบน อาทิ แบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ

นอกจากนี้ยังเปิดตัวโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แบรนด์สราญสิริ - คณาสิริ - อณาสิริ รวมถึงทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ สิริ เพลส เพื่อเต็มเติมพอร์ตโฟลิโอที่อยู่อาศัยแนวราบของแสนสิริให้ครอบคลุมความต้องการกลุ่มลูกค้า ทุกเซกเมนต์ ทุกระดับราคา และขยายการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบของบริษัท โดยโครงการใหม่ของแสนสิริที่จะเข้าสู่ตลาดในปี62 จะมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับเทรนด์ด้านที่อยู่อาศัย ในปัจจุบัน และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น กลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและเด็ก กลุ่มผู้รักสุขภาพ และกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายตัวของดีมานที่อยู่อาศัยแนวราบในโซนกรุงเทพฯตะวันตก ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากทำเลที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางกรุงเทพฯ ด้วยทางยกระดับบรมราชนนี รวมถึงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่มีกำหนดเปิดใช้บริการในปี 62 นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ซึ่งมีกำหนดเปิดใช้ในปี 65 ประกอบกับการขยายตัวของเมืองในโซนกรุงเทพฯตะวันตก ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวขยายตัวอย่างมาก
ขณะที่ซับพลายที่อยู่อาศัยในโซนกรุงเทพฯตะวันตกมีอัตราการระบายออกที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 3 - 4.99 ล้านบาท ซึ่งจากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในโซนกรุงเทพฯตะวันตกของ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีซับพลายสะสมตั้งแต่ปี 59 - 61 จำนวน 25,879 ยูนิต โดยในจำนวนนี้มีการระบายออกแล้ว 83% คงเหลือซับพลายสะสมในพื้นที่เพียง 17% ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการระบายออกประมาณ 6 เดือนเศษ หากไม่มีซับพลายเกิดใหม่ในพื้นที่
ส่วนบ้านเดี่ยวระดับราคา 5-6.99 ล้านบาท พบว่ามีจำนวนซับพลายสะสมในพื้นที่ 19,431 อยู่นิต มีการระบายออกแล้ว 84% ทำให้เหลือซับพลายสะสมในพื้นที่เพียง 16% และคาดว่าจะใช้ระยะเวลา7 เดือนเศษในการระบายออกทั้งหมดหากไม่มีซับพลายใหม่เข้ามาเพิ่ม ส่วนกลุ่มบ้านระดับราคา 7 - 8.99 ล้านบาท พบว่ามีซับพลายสะสม 9,583 ยูนิต ขายออกแล้ว 85% ทำให้ยังมีซับสะสมในพื้นที่เหลือขายเพียง 15% และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนเศษ ในการระบายออกหากไม่มีซับพลายใหม่เข้าเกิดขึ้นในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 10 - 19.99 ล้านบาท มีซับพลายสะสมในพื้นที่ 5,577 ยูนิต โดยปัจจุบันมีการระบายออกแล้ว 84% ทำให้ยังมีซับพลายสะสมในพื้นที่เหลือเพียง 16% และคาดในระยะ 7 เดือนเศษในการระบายออกซับพลายที่เหลือในกรณีที่ไม่มีซับพลายใหม่เกิดขึ้น
นายสมเกียรติ กล่าวว่า จากอัตราการระบายออกของซับพลายและซับพลายสะสมที่เหลือขายในพื้นที่ข้างต้นทำให้ แสนสิริ เห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดกลุ่มบ้านระดับราคา 4 - 6 ล้านบาท และ กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 10 - 19.99 ล้านบาท เนื่องจากทั้ง2กลุ่มมีอัตราการระบายออกที่ดีมาก ขณะเดียวกันจำนวนซับพลายสะสมที่เหลืออยู่ยังมีจำนวนไม่มาก จึงตัดสินใจส่งทั้ง2แบรนด์เข้ามาจับกลุ่มตลาดดังกล่าวในโซนกรุงเทพฯตะวันตก โดยก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้เปิดโครงการ คณาสิริ บนทำเลเลียบถนนศาลาธรรมสพน์ ขณะเดียวกันก็ทยอยซื้อที่ดินสะสมรอการพัฒนาโครงการใหม่เข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ แสนสิริ ได้ซื้อที่ดินสะสมรอการพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาบ้านเดี่ยวในแบรนด์ “คณาสิริ” ในโซนดังกล่าวแล้วที่ 57ไร่
ล่าสุด แสนสิริ ได้เปิดตัวโครงการ “เศรษฐสิริ-ทวีพัฒนา” ซึ่งตั้งอยู่เลียบถนนศาลาธรรมสะน์ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายถนนจาก2เลนเป็น4เลน เพื่อรองรับดีมานด์กลุ่มบ้านระดับราคา 15 -20 ล้านบาท สำหรับโครงการ ‘เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา’ เป็นโครงการ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ระดับราคา 15-20 ล้านบาท ขนาดพื้นที่เริ่มต้น 100 ตารางวา จำนวน 133 ยูนิต บนพื้นที่พัฒนาโครงการ 67 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ซึ่งออกแบบและพัฒนาภายใต้แนวคิด“Sansiri For Greater Well-Being” โดยเป็นโครงการดังกล่าวมีการนำนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น (Dust-Free House) มาใช้ในโครงการบ้านเดี่ยวเป็นครั้งแรก และจะนำไปใช้ในทุกโครงการในแบรนด์ เศรษฐสิริ และ แบรนด์ บุราสิริ ปัจจุบัน โครงการเศรษฐสิริ-ทวีพัฒนา มียอดขายแล้ว 12 ยูนิต และตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 30% คิดเป็นมูลลค่า 640 ล้านบาทในสิ้นปี 62 คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถปิดการขายได้ในปี 65
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในปี61 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 48,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขาย จากโครงการแนวราบถึง 18,800 ล้านบาท เติบโตขึ้น 40% จากปีก่อนหน้า โดยทาวน์เฮาส์เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด โดยเติบโตถึง 75% ขณะที่กลุ่มบ้านเดี่ยวในทุกแบรนด์และเติบโต 35% ส่วนในปี 62 นี้แสนสิริ มีแผนพัฒนาโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่ารวม 46,600 ล้านบาท โดยจะเน้นเปิดตัวโครงการแนวราบเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสมดุลของพอร์ตโฟลิโอ และตอบรับความต้องการของตลาดบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 62 นี้ แสนสิริ มีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ จำนวน 16 โครงการ มูลค่า 24,200 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบ้านให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคา โดยในปีนี้ แสนสิริ ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายจากโครงการแนวราบ14,400 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการขยายตลาดโครงการแนวราบในปีนี้ บริษัทได้เตรียมเปิดตัวโครงการ Tiger Lane ในระดับ S Segment โครงการบ้านเดี่ยวในระดับกลางบน อาทิ แบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ
นอกจากนี้ยังเปิดตัวโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แบรนด์สราญสิริ - คณาสิริ - อณาสิริ รวมถึงทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ สิริ เพลส เพื่อเต็มเติมพอร์ตโฟลิโอที่อยู่อาศัยแนวราบของแสนสิริให้ครอบคลุมความต้องการกลุ่มลูกค้า ทุกเซกเมนต์ ทุกระดับราคา และขยายการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบของบริษัท โดยโครงการใหม่ของแสนสิริที่จะเข้าสู่ตลาดในปี62 จะมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับเทรนด์ด้านที่อยู่อาศัย ในปัจจุบัน และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น กลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและเด็ก กลุ่มผู้รักสุขภาพ และกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม


