xs
xsm
sm
md
lg

ทีโอเอ เดินตามโรดแมป ดัน3โรงงานใหม่เพิ่มแชร์ในตลาดเออีซี ลั่นขึ้นผู้นำในภูมิภาค

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

(ขวา)นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซ้าย) นาย ประกรณ์ เมฆจำเริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอฯ
ทีโอเอ ต่อยอดความสำเร็จสู่ผู้นำตลาดสี ประกาศแต่งตั้ง "ประกรณ์ เมฆจำเริญ" ขึ้นแท่น กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมสานต่อตามแผนตามโรดแมป รุกตลาดในไทยและภูมิภาคเออีซี หลัง 3 โรงงานใหม่ในอินโดฯ-เมียนมาร์-กัมพูชา เปิดเดินเครื่องหนุนยอดขายเริ่มไตรมาส 2 เป็นต้นไป ส่งผลให้มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 102 ล้านแกลลอน ลั่นภายในปี 2566 ส่วนแบ่งรายได้จากต่างประเทศขยับแตะ 30% มุ่งมั่นรายได้ปีนี้เติบโตสูงถึง 10% คาดโชว์ตัวเลขไม่ต่ำกว่า 18,000 ล้านบาท

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร และผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นแบบครบวงจร เบอร์หนึ่งของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดที่รักษาส่วนแบ่งตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ได้ระดับ 48% ได้เปิดแถลงข่าวถึงทิศทางธุรกิจของบริษัทในปี 2562 และยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ผู้นำตลาดสีในภูมิภาคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยครั้งนี้ ได้มีการเปิดตัว กรรมการผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ของบริษัททีโอเอฯ นาย ประกรณ์ เมฆจำเริญ มานั่งตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นผู้บริหารที่มากด้วยความสามารถและประสบการณ์ในบริษัทข้ามชาติ ที่ดูแลตลาดในต่างประเทศ

" แม้เราจะรุกไปตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องเข้าใจว่า ตลาดใหญ่มาก ทีโอเต้องสร้างฐานให้ใหญ่ขึ้น และการที่เราไม่ร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่น ไม่ใช่เราไม่พิจารณา แต่ด้วยลักษณะของธุรกิจสี ที่ต้องใช้เวลาในการทำธุรกิจ ลงทุน สร้างแบรนด์ และการขาย อย่างน้อยในการลงทุนในแต่ละประเทศต้องรอเวลารีเทิร์น 5 ปี นานครับ เรายอมเหนื่อย ไม่เหมือนธุรกิจมือถือ ที่รอบการหมุนเร็ว เห็นตัวเงิน การแต่งตั้ง นายประกรณ์ ท่านมีประสบการณ์ในต่างประเทศ ซึ่งจะเข้ามาสานต่อนโยบายที่บริษัทฯได้วางรากฐานและตั้งเป้าหมาย สู่การเป็นผู้นำตลาดในอุตสาหกรรมสีในเออีซี ทั้งในด้านการสร้างความแข็งแกร่งในประเทศให้เติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมรุกขยายตลาดต่างประเทศ ด้วยการสร้างโรงงานผลิตควบคู่ไปกับการทำการตลาด โดยใช้ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถที่คุ้นเคยในภูมิภาคอาเซียน มาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายของบริษัท "นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอฯ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2562 บริษัทมีแผนการเพิ่มสัดส่วนยอดขายในประเทศไทย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมสีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้สีให้มากขึ้น ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทกว่า 68.4% ของรายได้จากการขาย รวมถึงการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จากการขายเติบโตเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 10% หรือมีรายได้กว่า 18,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่บริษัทมีรายได้จากการขาย 16,347 ล้านบาท เติบโต 4% เพิ่มขึ้น 629 ล้านบาท เมื่่อเทียบกับปี 2560 (จากเป้าเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี 61 ที่ 7%) แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร 11,181 ล้านบาท หรือคิดเป็น 68.4% ของรายได้จากการขาย สำหรับผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น จำนวน 4,583 ล้านบาท คิดเป็น 28% ของรายได้จากการขาย และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำนวน 583 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ของรายได้จากการขาย

ในส่วนของการสร้างโรงงานผลิตสีแห่งใหม่ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม Kawasan Industri Millenium ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตในไตรมาส 2 ของปี 62 มูลค่าการลงทุน 670 ล้านบาท บนเนื้อที่ 20 ไร่ กำลังการผลิต 7.8 ล้านแกลลอนต่อปี รวมถึงการจัดตั้งโรงงานใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ประเทศเมียนมาร์ คาดเริ่มผลิตในไตรมาส 3 เงินลงทุน 300 ล้านบาท บนเนื้อที่ 15 ไร่ กำลังผลิต 3.4 ล้านแกลลอนต่อปี และโรงงานผลิตสีในเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เงินลงทุน 250 ล้านบาท บนเนื้อที่ 16 ไร่ เริ่มดำเนินการผลิตในไตรมาส 4 จำนวน 3.3 ล้านแกลลอนต่อปี ทั้งนี้ หากโรงงานทั้งสามแห่งสร้างแล้วเสร็จคาดว่าภายในปี 2562 บริษัทจะมีกำลังการผลิตรวมจำนวน 102 ล้านแกลลอน หรือเพิ่มขึ้น 16% จากกำลังผลิตปัจจุบัน 88 ล้านแกลลอน (ปัจจุบัน บริษัทใช้กำลังการผลิตในประเทศประมาณ 50%) อย่างไรก็ตาม จากที่บริษัทได้มีการสร้างงานแห่งใหม่เพิ่มจะทำให้บริษัทมีโรงงานผลิตสี จำนวน 10 แห่ง ครอบคลุมทั้งหมด 7 ประเทศ (รวมประเทศไทย)

" คาดว่า ส่วนแบ่งรายได้จากต่างประเทศจะขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยในปีนี้ จะเพิ่มเป็น 15% และคาดว่าจะเร่งเพิ่มเป็น 25-30% ภายในปี 2566 โดยโรงงานในอินโดนีเซีย จะสามารถให้ผลตอบแทนได้เร็วกว่าประเทศอื่นภายใน 4-5 ปี เนื่องจากมีไลน์การผลิตสีระดับเกรดพรีเมียม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่วนโรงงานในเมียนมาร์และกัมพูชา ต้องนานกว่านี้ "

นอกจากนี้ ในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการมุ่งขยายธุรกิจไปในตลาดสีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่บริษัทได้กำหนดแผนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละประเทศ ซึ่งเฟสแรกนั้น คือ การสร้างฐานการผลิตใหม่อีก 3 แห่งตามโรดแมป เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของอัตราการใช้สีที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนสินค้า เพิ่มโอกาสการขยายตัวด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้เติบโตและช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านกลไกการตลาดมากขึ้น

ถ้าเลือกตั้งชัดเจน หนุนคนกล้าปรับปรุงบ้านเก่า

นายจตุภัทร์ กล่าวถึงภาพรวมตลาดสีภายในประเทศว่า คิดว่าคงเติบโตไม่มาก แต่หากผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจน ก็น่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น จะทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือเจ้าของที่อยู่อาศัย กล้าตัดสินใจปรับปรุงทาสีบ้านใหม่ โดยฐานลูกค้าของบริษัทประมาณ 70% จะเป็นกลุ่มบ้านเก่า ขณะที่อีก 30% เป็นตลาดบ้านใหม่ และเริ่มเห็นว่า บ้านเช่า ก็เริ่มมีการทาสีใหม่ที่เร็วขึ้น เนื่องจากต้องการปล่อยเช่าให้กับผู้อยู่อาศัยใหม่ ต่างจากอดีตที่เซ้งสัญญานาน 20 ปี.


กำลังโหลดความคิดเห็น...