xs
xsm
sm
md
lg

จับตาเกมส์ปลุกชีพ BEC ลือ! หั่นค่าใช้จ่าย-ยุบช่องทีวี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“อริยะ พนมยงค์” ว่าที่กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC จะเข้ารับตำแหน่งใหม่วันที่ 2 พ.ค.นี้
ผู้จัดการรายวัน 360 ͦ - จับตา “ช่อง3” (BEC) เดินหน้าลดค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง หลังได้มือดีด้านดิจิทัลเตรียมเข้ามานั่งบริหาร เดินเกมส์เพิ่มรายได้นอกเหนือทีวีให้ขยับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ด้านวงการคาดมีโอกาสยุบรวมช่องทีวี เพื่อลดต้นทุนครั้งใหญ่ หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหันมานิยมออนไลน์ “ดูละคร ดูข่าว” ไม่จำเป็นต้อง “ทีวี”

ดูเหมือนการปลุกชีพ “ช่อง3” หรือที่รู้จักในนามเต็มว่า บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) (BEC) ใกล้จะมีบทใหม่เข้ามาแทนบทเดิมที่หมดอายุ ด้วยการแต่งตั้ง “อริยะ พนมยงค์” กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย ให้เข้ามารับหน้าที่ กรรมการผู้อำนวยการ บนเป้าหมายฟื้นคืนชีพ ช่องทีวีเบอร์หนึ่งในตลาดหุ้นของตระกูล “มาลีนนท์” ที่ถือหุ้นผ่านเครือญาติรวมกันกว่า 41% ซึ่งจะเริ่มเดินเครื่อง 2 พ.ค.นี้

ที่ผ่านมาต้องยอมรับจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันมาใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น แทนการรับชมผ่านโทรทัศน์ หรือที่เรียกกันว่า “ตลาดออนไลน์” สร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อธุรกิจสื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และวิทยุ ไม่น้อย และ BEC ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เผชิญมรสุมดังกล่าวด้วยผลกระทบที่ไม่น้อยไปกว่าผู้ประกอบการร่วมอาชีพรายใด

เริ่มกันที่ราคาหุ้น BEC โดยเฉพาะเมื่อต้นปีใหม่ (2562) ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปีที่ 4.70 บาท/หุ้น เรื่องดังกล่าวหากพูดกับใครเมื่อ 10 ปีที่แล้วว่าราคาหุ้น BEC จะลดลงขนาดนี้คงไม่มีใครเชื่อ แต่วันนี้ “มันเกิดขึ้นแล้ว” กับหุ้นที่เคยสร้างสถิติราคาสูงสุดที่ประมาณ 75.50 บาท/หุ้น เมื่อปี 2556

ขณะเดียวกัน แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงมากเพียงใด แต่สำหรับ “ทวีฉัตร จุฬางกูร” ยังคงเชื่อมั่นใน BEC ด้วยการทยอยเก็บหุ้นบริษัทมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดปลายปี 2561 (ธ.ค.) กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทด้วยสัดส่วน 10.14% หรือ “ช่อง3” จะเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของ?

มีรายงานว่า หลังจากการเปลี่ยนถ่ายอำนาจบริหารครั้งก่อน ซึ่ง BEC ยอมลดบทบาทของคนในตระกูลต่อการกำกับดูแลและบริหารบริษัท โดยเปิดทางให้อดีตผู้บริหารค่ายเครือข่ายมือถือเอไอเอส อย่าง “สมประสงค์ บุญยะชัย” และทีมงานดูจะไม่สมประสงค์อย่างที่ใจหมาย และการเปิดทาง “อริยะ พนมยงค์” ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งสำหรับ บริษัท ว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นผู้อยู่รอดในอุตสาหกรรมสื่อต่อไปหรือไม่

หากย้อนเหตุการณ์กลับไป หลายฝ่ายต่างยกให้การเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องคลื่นความถี่ ซึ่งมีมูลค่าการประมูลรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันทิศทางธุรกิจของ BEC มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากบริษัทชนะประมูลถึง 3 ช่องคลื่นความถี่ มูลค่ารวมกันร่วม 6.5 พันล้านบาท แบ่งเป็น

1. ช่องรายการสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว (ช่อง 3 Family) ราคาประมูล 666 ล้านบาท

2. ช่องรายการทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (ช่อง 3 SD) ราคาประมูล 2.27 พันล้านบาท และ

3. ช่องรายการทั่วไปแบบความคมชัดสูง (ช่อง 3 HD) ราคาประมูล 3.53 พันล้านบาท

เพราะด้วยแรงคาดหวังต่อการเติบโตในทุกช่องทีวีที่ชนะประมูล ทำให้ BEC มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากการเข้าร่วม และการเตรียมความพร้อมรองรับช่องทีวีที่เพิ่มขึ้นทั้งอุปกรณ์ และบุคลากร นำไปสู่ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันพฤติกรรมหรือความนิยมต่อตลาดออนไลน์ของผู้บริโภคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทีวีเพื่อดูความบันเทิงหรือข่าวสารเหมือนในอดีต ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาในหลายบริษัท เริ่มเบนเข็มไหลเข้าสู่ตลาดออนไลน์มากขึ้นทุกปี ขณะที่สื่อเดิมๆอย่าง โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ เม็ดเงินโฆษณากลับลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาเจอกับรายได้ที่ลดลง ความไม่สมดุลจึงเกิดขึ้นกับ BEC ที่พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีท่าทีที่จะบรรลุผล

ขณะที่การดึง “อริยะ พนมยงค์” เข้ามาแก้ไขปัญหา หลายฝ่ายเชื่อว่าปี 2562 จะเป็นการเริ่มรุกตลาดออนไลน์ หรือตลาดที่อยู่นอกเหนือตลาดทีวีครั้งใหญ่ของบริษัท ด้วยเพราะว่าที่ผู้บริหารคนใหม่มีความเชี่ยวชาญและชำนาญในแวดวงเทคโนโลยียุคใหม่ จึงเชื่อว่าจะเกิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม หรือสิ่งที่ช่วยตอบโจทย์ให้แก่ BEC ได้ดียิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยทำให้บริษัทมีโอกาสรับรู้รายได้จากธุรกิจและช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังกังวลว่า อาจไม่สมประสงค์ดังใจหมาย หาก BEC ไม่ให้ความสำคัญกับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน จึงนำไปสู่การคาดเดาว่า น่าจะได้เห็นการลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่อีกครั้งของบริษัทในปีนี้ ทั้งในด้านสินทรัพย์ และบุคลากร แม้ก่อนหน้าบริษัทได้ทำการลดค่าใช้จ่ายไปบ้างแล้วก็ตาม

โดยมีรายงานว่าค่าใช้จ่ายที่สูงบางส่วนเป็นต้นทุนที่บริษัทแบกรับมานานนอกเหนือจากบุคลากร อาทิอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสื่อของบริษัททั้งในด้านข่าวสาร รายการ และละครทีวี ซึ่งเรื่องดังกล่าว กลายเป็นที่สนใจและถูกคาดหมายว่าอาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ สิ่งที่คาดว่า ท้ายที่สุดเพื่อให้ BEC กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง บริษัทอาจจำเป็นต้องยุติการออกอากาศช่องทีวีที่ถือครองอยู่ให้เหลือเพียงช่องเดียว เพื่อความกระชับและคล่องตัวสำหรับโลกยุคดิจิทัล ซึ่งเชื่อกันว่าหากเกิดขึ้นจะมีได้มากกว่าเสีย เพราะเป็นการตัดทิ้งสิ่งที่ถ่วงดุล และไม่น่าเสียดาย โดยหากเกิดขึ้น BEC จะมีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าปัจจุบัน เพราะมาตรการเยียวยาจาก กสทช. ที่ออกมาช่วยเหลือ ก็ทำได้แค่เพียงดีขึ้นหรือเบาขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นหลังจากวันที่ 2 พ.ค.นี้ เมื่อบริษัทได้หัวเรือคนใหม่เข้ามากุมบังเหียน กลยุทธ์หรือเกมส์ธุรกิจของ BEC ล้วนน่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าจะออกมาในรูปแบบใด เช่นจะเป็นการเป็นโอบอุ้มทุกอย่างไว้ดังเดิม หรือจะลดการโป่งพองของต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กลับสมาร์ทมากขึ้นดังครั้งก่อนที่เคยทำกำไรสุทธิได้ถึงระดับ 5.5 พันล้านบาท ไว้เมื่อปี 2556

ล่าสุด บล.เคจีไอ ประเมินแนวโน้มธุรกิจ BEC ว่า บริษัทมีผลขาดทุนจากธุรกิจหลัก 98 ล้านบาทในปี 2561 แย่กว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขาดทุนแค่ 37 ล้านบาท ทำให้คาดว่าประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 จากเดิม 297 ล้านบาทยังมี downside อยู่


กำลังโหลดความคิดเห็น...