xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลทุ่มอีก 9 พันล.คืน VAT 5%

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รัฐบาลทุ่มอีก 9 พันล้าน หนุนมาตรการชดเชย VAT จากการการซื้อสินค้าและบริการสูงสุดรายละไม่เกิน 1 พันบาท กำหนดเงื่อนไขผู้จะเข้าร่วมโครงการต้องรูดซื้อสินค้าโดยใช้บัตรเดบิต และต้องมีบัญชีพร้อมเพย์ที่กับเลขที่บัตรเพื่อรอรับการโอนเงินภาษีจากกรมสรรพากร กำหนดเริ่มใช้มาตรการได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 ก.พ. 62 และจะชดเชย VAT ได้ภายในวันที่ 12 พ.ย. 6

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษกิจการคลัง (สศค.) และนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันแถลงถึงผลมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

โดยผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้กำหนดให้จ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ชำระเงินที่ใช้บัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทยและมีการใช้จ่ายในประเทศ เพื่อรูดซื้อเฉพาะสินค้าและบริการที่มี VAT โดยไม่รวมถึงสินค้าและบริการในกลุ่มสินค้าบาป เช่น เหล้า สุรา ยาสูบ ที่มีภาษีสรรพสามิตรวมอยู่ด้วย ในช่วงวันที่ 1 - 15 ก.พ. 62 กับผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่ใช้ระบบบันทึกการเก็บเงิน (Point of Sale: POS) ซึ่งสามารถแยก VAT 7% ออกจากมูลค่าราคาสินค้าและบริการรวมที่ 21,400 บาท โดยแบ่งเป็น 20,000 บาทนั้นจะเป็นค่าสินค้า

ส่วนอีก 1,400 บาทจะเป็น VAT ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชย VAT ให้ 5% โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยสูงสุดให้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน แต่อย่างไรก็ตาม การชดเชย VAT ตามมาตรการนี้จะไม่รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยกเว้นผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ จะมีบัตรเดบิตด้วย ก็สามารถใช้บัตรเดบิตของตนเข้าร่วมกับมาตรการนี้ได้



ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะชดเชย VAT 5% เข้าระบบพร้อมเพย์ที่ใช้เลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตรเดบิตนั้นๆ ภายในวันที่ 12 พ.ย. 62 โดยกรมสรรพากรจะอยู่ระหว่างการดำเนินการขอตั้งเป็นวงเงินงบประมาณประจำปี 63 ราว 9,000 ล้านบาทต่อไป สำหรับประชาชนที่สนใจรับเงินชดเชยตามมาตรการดังกล่าวนี้ต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมกับมาตรการได้ตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. 62 โดยผ่าน 2 ช่องทางคือเว็บไซต์ National e-Payment และผ่านช่องทางเคาท์เตอร์ธนาคารผู้ออกบัตรเดบิต แต่เนื่องจากจะมีการนำข้อมูลภาษีของผู้เข้าร่วมไปใช้ จึงจำเป็น
ต้องได้รับความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายสถาบันการเงินด้วย

นายลวรณ ยังย้ำด้วยว่า มาตรการดังกล่าวนี้ไม่ใช่มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัวจนเกิดภาระหนี้แก่ประชาชน แต่มาตรการนี้จะเป็นมาตรการที่ช่วยเสริมและเติมเต็มระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ (National e-Payment) โดยหลักการของมาตรการนี้จะมีว้ตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นบัตรเดบิต และเพื่อนำส่งข้อมูล VAT จากการซื้อสินค้าต่อกรมสรรพากรผ่านระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) รวมถึง เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศหลังจากที่กรมบัญชีกลางได้ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบการจ่ายเงิน-โอนเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและได้เริ่มต้นทดลองใช้แล้ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องการที่จะขยายวงระบบดังกล่าวให้กว้างขึ้นไปสู่วงของธนาคารพาณิชย์และร้านค้าต่างๆ ที่จะเข้าร่วมได้มากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยังต้องการที่จะสนับสนุนการเปิดใช้บัญชีพร้อมเพย์ที่ผู้ติดกับเลขที่บัตรประชาชนให้มากกว่าที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทยได้ให้คำยืนยันถึงการเข้าเชื่อมระบบเข้ากับกรมบัญชีกลางได้ดำเนินการจนเรียบร้อยแล้ว ส่วนธนาคารอื่นๆ นั้นอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อทำให้มาตรการดังกล่าวใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1-15 ก.พ. 62 ส่วนสมาคมธนาคารไทยก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการเชื่อมระบบและสนับสนุนให้ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนมาใช้บัตรเดบิตให้มากขึ้น เนื่องจากจะมีความปลอดภัยมากกว่า นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สศค. ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการใช้มาตรการนี้ 1 เดือน กระทรวงการคลังจะศึกษาถึงช่องทางการเชื่อมโยงระบบการใช้จ่ายที่เป็น QR Code ด้วย

สำหรับผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการฯ นั้น กระทรวงการคลังคาดว่า จะเป็นกลุ่มคนราว 36.45 ล้านคนที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าควรได้รับการส่งเสริมโดยผ่านระบบ National e-Payment รวมถึง คนอีก 4 ล้านรายที่เคยได้รับประโยชน์จากมาตรการช๊อปช่วยชาติก็สามารถเข้าร่วมกับมาตรการนี้ได้ ส่วนอีกผู้รับสวัสดิการแห่งรัฐอีก 14 ล้านราย แม้สามารถเข้าร่วมในมาตรการนี้ได้ แต่คาดว่าไม่น่าจะมีศักยภาพในการเข้ามาใช้ เนื่องจากรายได้ต่อปีมีไม่ถึง 100,000 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...