xs
xsm
sm
md
lg

(รับชมคลิป) บล. กสิกร แนะจับตาเลือกตั้งปี 62 ดันหุ้นพุ่ง ประเมินเป้า SET Index แตะ 1,766 จุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย
บล. กสิกร ประเมินกรอบดัชนี SET Index ปี 2562 แตะ 1,766 จุด แนะจับตาการเลือกตั้งในประเทศดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับเข้าลงทุนในไทย หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เหตุสงครามการค้าผ่อนคลายลง ชี้ระวังเงินบาทแข็งค่ากระทบภาคส่งออก




นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากพิจารณาตามสถิติ 4 ปีย้อนหลัง อัตราค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าใน 1-2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประมาณ 0.3% โดยเฉพาะเดือนที่มีการเลือกตั้ง ค่าเงินบาทจะแข็งค่าแบบรุนแรง ประกอบกับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองว่าจะมีการปรับขึ้นในช่วงต้นปี 2562 รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เริ่มปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.9% ซึ่งใกล้เคียงกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อาจส่งผลให้กระแสเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในพันธบัตรของไทย จนเกิดการดึงเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น

ประกอบกับเมื่อค่าเงินแข็งค่า ตามสถิติที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงก่อนการเลือกตั้งดัชนีตลาดหุ้นจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 3% ดังนั้น ภาพรวมตลาดหุ้นไตรมาส 1 ปี 2562 ค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ปี 2562 จะผ่อนคลายมากขึ้น จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง โดยในไตรมาสแรก ประเมินว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง 50-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลอดจนถึงรวมถึงท่าทีของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยที่ช้าลง จึงมองว่าปี 2562 เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรก จากที่กล่าวมา จะหนุนให้กระแสเงินไหลกลับสู่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market)

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศจากการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงก่อน 1 มี.ค.62 ตามที่มีการเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนออกไป 90 วัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลกให้ฟื้นตัว ขณะเดียวกัน จะส่งผลให้เกิดปริมาณการค้าที่มากขึ้น นำไปสู่โอกาสทบทวนการประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2562

“เศรษฐกิจไทยปี 2562 จะเติบโตในระดับปานกลางท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ จากมูลค่าส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.5% ตามสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตแบบชะลอตัวจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน และสหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการเปิดประมูลโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาล โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) รวมถึงการเมืองภายในประเทศและนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่มองว่ายังคงมีความต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.8% ขณะที่ปี 2563 ขยายตัวประมาณ 4%”

ทั้งนี้ ในส่วนของการบริโภคในประเทศที่ยังคงฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง คาดว่า รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนมีการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยแรงหนุนการบริโภคภายในประเทศมาจากรายได้นอกภาคเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่รายได้จากภาคเกษตรแม้จะถูกถ่วงด้วยราคายางพารา แต่ในส่วนของข้าวยังมีการปรับขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมองว่า รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเฉพาะกลุ่ม เน้นการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้สูงอายุ รวมไปถึงมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่แผ่วลง

“ช่วงที่เหลือของปี 2561 เป็นช่วงของการพักการลงทุนของนักลงทุน ทำให้ตลาดมีสภาพคล่องที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น หุ้น IPO ที่กำลังจะเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมเริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยมองว่า ดัชนีปี 2561 ยังมีโอกาสแตะ 1,700 จุด และดัชนีปี 2562 ประเมินไว้ที่ 1,766 จุด”

ด้านกลยุทธ์ในการลงทุนในหุ้นที่แนะนำได้แก่หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ เช่น กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, ROBIN กลุ่มธนาคาร ที่รับกับดอกเบี้ยขาขึ้นในปี 2562 ได้แก่ BBL, KTB, TISCO กลุ่มโรงแรม ERW, CENTEL กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STEC, CK


กำลังโหลดความคิดเห็น...