xs
xsm
sm
md
lg

SCB ระบุ กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าหรือเร็วขึ้นกับตัวเลข ศก.ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


SCB EIC ระบุ กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าหรือเร็วขึ้นกับตัวเลข ศก.ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้า และจำนวนนักท่องเที่ยว ที่มีสัญญาณชะลอตัวลงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา หากตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับที่คาด และไม่น่าจะกระทบต่อโมเมนตัมของการขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก และเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ก็เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ กนง. เสียงส่วนใหญ่จะปรับดอกเบี้ยขึ้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุ EIC ประเมินว่า โอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ภายในการประชุมเดือน ธ.ค.61 หรือ ก.พ.62 มีสูงขึ้นพอสมควร เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยต้องการเสียงกรรมการ กนง.เพิ่มอีกเพียงหนึ่งคนเท่านั้น

และที่สำคัญ โทนของการสื่อสารของ กนง. ในครั้งนี้ ก็ยังสอดคล้องกับการสื่อสารในช่วง 1-2 ครั้งหลังที่มองว่า ความจำเป็นของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากมีน้อยลง จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องแม้จะมีความเสี่ยงด้านต่ำ เงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบ และความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินจากภาวะดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม โอกาสของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ธ.ค.และการประชุมเดือน ก.พ.62 ยังคงใกล้เคียงกัน โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองและเป็นตัวกำหนดความเร็วช้าของการขึ้นดอกเบี้ย คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกมาในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้า และจำนวนนักท่องเที่ยว ที่มีสัญญาณชะลอตัวลงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา หากตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับที่คาด และไม่น่าจะกระทบต่อโมเมนตัมของการขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก และเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ก็เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ กนง. เสียงส่วนใหญ่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในการประชุมเดือน ธ.ค. แต่หากตัวเลขการส่งออก หรือการท่องเที่ยว ออกมาต่ำกว่าคาดมาก จนกระทบต่อโมเมนตัมของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจทำให้ กนง. ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรอประเมินแนวโน้มอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป

EIC มองว่า วัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ จะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเศรษฐกิจมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สูงขึ้น เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ที่สูง จะทำให้ กนง. ระมัดระวังในการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกระทบต่อโมเมนตัมของเศรษฐกิจมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่ NPL ในภาคครัวเรือน และ SMEs ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น

นอกจากนั้น EIC ประเมินว่า ธปท. จะไม่ใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว เพื่อลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน แต่จะผสมผสานการใช้มาตรการ Macroprudential ควบคู่ไปด้วย ตามตัวอย่างมาตรการดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่งออกมา ซึ่งจะทำให้ กนง. สามารถปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 0.25% และจะพักการขึ้นเพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

อนึ่ง การประชุม กนง.เมื่อวันที่ 14 พ.ย. มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่มองว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ขณะที่กรรมการ 3 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% เนื่องจากความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ แต่มีความกังวลด้านเสถียรภาพระบบการเงินจากภาวะการเงินที่ผ่อนคลายเป็นเวลานาน และต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต

กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้นจากสงครามการค้า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดี โดยได้รับแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวตามรายได้ที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย แต่เศรษฐกิจได้รับกระทบจากการส่งออกที่ชะลอลงตามผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และสภาวะอากาศของประเทศคู่ค้าที่เป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะที่การท่องเที่ยวชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนั้น การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิมจากความล่าช้าในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่งอีกด้วย

กนง. มองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังคงมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้แม้มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากความผันผวนของราคาพลังงาน และราคาอาหารสด ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ กนง. ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ การขยายตัวของ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูง และพัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นช้ากว่าในอดีต

ภาวะการเงินโดยรวมยังคงผ่อนคลาย ขณะที่แสดงความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินในประเด็นพฤติกรรม search for yield การก่อหนี้ของภาคครัวเรือน และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ SMEs ภาวะการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ด้านเงินบาทอ่อนค่าลงเช่นเดียวกับเงินสกุลภูมิภาค นอกจากนี้ กนง. แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องที่สะท้อนในพฤติกรรม search for yield และการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน แม้จะมีมาตรการที่ดูแลการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยออกมาแล้วก็ตาม รวมทั้งต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ SMEs ซึ่ง กนง. ประเมินว่าเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นหลัก

ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้กล่าวถึงการใช้นโยบายการเงินในลักษณะพิงกระแสลม (leaning against the wind : LAW) เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาวิกฤตการเงินในอนาคต โดยอีไอซี มองว่า นโยบายในลักษณะดังกล่าวมีทั้งข้อดี และข้อเสีย กล่าวคือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะที่เร็ว และมากขึ้น จะช่วยลดภาระของมาตรการ Macroprudential ที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินการอยู่มากทั้งจากการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ไปยังกลุ่มสถาบันการเงินที่ถูกกำกับเข้มงวดน้อยกว่า และความยากลำบากในการออกแบบมาตรการได้เหมาะสม และทันเวลา ซึ่งการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสามารถเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจทางการเงินในทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการ Macroprudential อาจเข้าไม่ถึง อย่างไรก็ตาม การมีหลายเป้าหมายจะทำให้นโยบายการเงินสื่อสารยาก ขาดความน่าเชื่อถือ และอาจลดประสิทธิภาพกับการจัดการปัญหาเงินเฟ้อไปด้วย

สำหรับบริบทของไทย EIC มองว่า การดำเนินนโยบายการเงินในแบบ LAW นั้น มีประโยชน์มากกว่าต้นทุน และมีความเหมาะสม จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจาก 1) การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าหนึ่งเป้าหมาย ผลคือช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวกับปัจจัยที่เข้ามากระทบได้ค่อนข้างดี และหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตการเงินที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น ธปท. จึงมีประสบการณ์ในการดำเนินนโยบายในลักษณะดังกล่าว และน่าจะสื่อสารเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย ได้ดีต่อไป

2) โครงสร้างการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไทยมีลักษณะแบบแยกส่วน และมีความเหลื่อมล้ำของกฎเกณฑ์ต่างๆ ทำให้การใช้มาตรการ Macroprudential มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยมาเป็นเครื่องมือเสริม และ 3) ในช่วงปี 2016-2017 กนง. ได้ใช้หลักนโยบายการเงินแบบพิงกระแสลมในการอธิบายเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยไม่ถูกปรับลงเพิ่มเติม ซึ่งพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ก็ยืนยันความเหมาะสมของแนวทางนี้ได้ดีพอสมควร

แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงที่ แต่ภาวะการเงินของไทยเริ่มตึงตัวขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยเฉพาะระยะสั้นที่ปรับสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่มีความผันผวนมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงเดิมที่ 1.5% แต่ภาวะการเงินของไทยเริ่มตึงตัวขึ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนฯ ระยะ 1 ปี ที่ปรับสูงขึ้นไปอยู่ที่ 1.74% ซึ่งเป็นผลจากมุมมองของนักลงทุนต่อการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า การปรับเพิ่มขึ้นของปริมาณพันธบัตร ธปท. ระยะสั้น ส่วนอัตราผลตอบแทนฯ ระยะ 10 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 2.82% ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปีที่เคยอยู่ในระดับ 2.32% และเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 2.95% โดยการเพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยในบางช่วง และมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่ดี นอกจากนี้ ยังพบว่า ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ก็มีความผันผวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...