xs
xsm
sm
md
lg

“สมคิด” สั่งคลังร่วมทำแพกเกจกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สมคิด” มอบหมาย “คลัง-ททท.-การบินไทย” ร่วมจัดทำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน กำหนดแล้วเสร็จไม่เกินปลาย พ.ย.นี้ เพื่อเสนอ ครม.อนุมัติ พร้อมกำชับให้หาวิธีรับมือผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ไม่ให้กระทบการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และภาพรวมเศรษฐกิจ เตรียมเพิ่มเงินกองทุนประชารัฐจาก 4 หมื่นล้าน เป็น 1 แสนล้านบาท รองรับมาตรการเพิ่มสวัสดิการคนสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่มีฐานะยากจน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานแก่ผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI จะร่วมกันจัดทำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้ทันภายในช่วงกลางเดือน พ.ย. หรือปลายเดือน พ.ย.61 เนื่องจากจำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้มีผลบังคับใช้ได้จนถึงปลายเดือน ธ.ค.61 เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้มีเวลาวางแผนการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้

ส่วนประเด็นภาพรวมทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะตึงตัว จากแรงกดดันสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีนนั้น นายสมคิด กล่าวว่าต้องการให้คลังไปคิดหาวิธีที่จะวางแผนรับมือเป็นการล่วงหน้า เพราะเป็นสถานการณ์ที่สำคัญ โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งจะต้องไม่เลื่อนระยะเวลาในการลงทุนต่อไปอีก

“โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่จะผลักดันออกมาในปลายปี 61 ต้องถูกเลื่อนออกไปเป็นไตรมาส 1 ปี 62 ดังนั้น จะต้องผลักดันการลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งการเร่งรัดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินได้อย่างราบรื่น และไม่สะดุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้ง จนถึงจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะมีช่วงระยะเวลาที่นานประมาณ 1 ไตรมาส” นายสมคิด กล่าว

ส่วนผลการจองกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) กองที่สองที่เตรียมจะออกมาว่าน่าจะเป็นการลงทุนในตัวโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งทำให้อาจมีความเสี่ยงบาง (Greenfield) มาเป็นโครงการที่หนุนหลังตราสารทุนได้ แต่อาจจะต้องพิจารณาในแง่กฎหมายในประเด็นการรับประกันความเสี่ยงจากการลงทุนให้แก่นักลงทุนรายย่อยว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

นายสมคิด กล่าวเพิ่มเติมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทยว่า นักลงทุนต่างชาติยังมองเศรษฐกิจไทยค่อนข้างดี รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ได้ยกระดับเศรษฐกิจไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความปลอดภัยสำหรับนักลงทุน ส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิ (FDI Net Inflow) ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% จากผลของสงครามการค้าทำให้มีการย้ายเงินทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น

พร้อมกันนี้ นายสมคิด ยังได้กล่าวถึงการเตรียมการผลักดันมาตรการเพิ่มสวัสดิการให้แก่ผู้ที่มีฐานะยากจนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปว่า รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณเพื่อจัดสรรในกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยจะเพิ่มเงินในกองทุนฯ ให้เป็น 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินจากกองทุนนี้มาดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่ในส่วนของกฎหมายภาษีที่มีความสำคัญที่กระทรวงการคลัง ที่ต้องผลักดัน คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกฎหมายภาษี e-Bussiness ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังพิจารณา แต่อาจต้องขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้