xs
xsm
sm
md
lg

NER เคาะราคาขาย IPO ที่ 2.58 บาทต่อหุ้น เปิดจองซื้อ 29-31 ต.ค. คาดเข้าเทรด SET ในเดือน พ.ย.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


NER เคาะราคาขาย IPO ที่ 2.58 บาทต่อหุ้น เปิดจองซื้อ 29-31 ต.ค. คาดเข้าเทรด SET ในเดือน พ.ย.นี้ เผยเตรียมระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อขยายกำลังการผลิต

บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 600,000,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 2.58 บาท โดยจะเปิดเสนอขายในวันที่ 29-31 ต.ค.61 ผ่านผู้จัดจำหน่ายและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย คือ บล. โนมูระ พัฒนสิน และผู้ร่วมจัดจำหน่าย ได้แก่ บล. โกลเบล็ก บล. เคทีบี (ประเทศไทย), บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล. ทรีนีตี้, บล. ฟินันเซีย ไซรัส, บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) และ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

ทั้งนี้ ราคาหุ้นสามัญที่เสนอขายหุ้นละ 2.58 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) เท่ากับ 9.96 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.60 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.61 ซึ่งเท่ากับ 398.83 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 1,540,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.2590 บาทต่อหุ้น

สำหรับอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ราคาเสนอขายในครั้งนี้ พิจารณาจากแผนธุรกิจของบริษัท และการนำเงินระดมทุนที่ได้จากประชาชนเป็นครั้งแรกไปใช้ในการขยายธุรกิจ

นายนิมิต วงศ์จริยกุล กรรมการบริหาร บล. โนมูระ พัฒนสิน ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ NER คาดว่า หุ้น NER จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือน พ.ย.61

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของ NER กล่าวว่า ที่ผ่านมา NER ได้ทำการเดินสายเพื่อนำเสนอข้อมูลบริษัทแก่นักลงทุนในประเทศจำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, นครปฐม, ราชบุรี, อุบลราชธานี, สุรินทร์ นครราชสีมา, ขอนแก่น, อุดรธานี, เชียงใหม่, พิษณุโลก, นครสวรรค์, บุรีรัมย์, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, สงขลา และกรุงเทพมหานคร และต่างประเทศ 3 ประเทศ ได้แก่ สิงค์โปร์, ฮ่องกง, และจีน เพื่อให้นักลงทุนสถาบันและคู่ค้าได้ทำความเข้าใจและรู้จักบริษัทมากยิ่งขึ้น

นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ APM กล่าวว่า NER ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งปัจจุบัน บริษัทผลิตยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) ยางแท่งมาตรฐาน (Standard Thai Rubber : STR) และยางผสม (Mixtures Rubber) เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีลูกค้ารายสำคัญ เช่น บริดจสโตน (Bridgestone) ผู้ผลิตยางและยางรถยนต์รายใหญ่ในตลาด รวมไปถึงกลุ่มผู้ค้าคนกลาง (Trader) ทั้งในและต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย

ทั้งนี้ NER มียอดขายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 60 และต่างประเทศร้อยละ 40 บริษัทมีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการจัดส่งสินค้าที่ตรงตามเวลา นอกจากนี้ บริษัทมีห้องวิจัยของตนเอง ทำให้สามารถทำการวิเคราะห์คุณภาพก่อนการจำหน่ายได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของ NER

สำหรับยางแปรรูปส่วนใหญ่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในอุตสาหกรรมผลิตยางล้อรถยนต์ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถบรรทุก นอกจากนี้ ยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง ที่ใช้ในงานวิศวกรรม เช่น สายพาน และท่อยาง ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ เช่น รองเท้ายาง พื้นรองเท้า และยางรัดของ เป็นต้น

ด้านนายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ NER เปิดเผยว่า การระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากลงทุนในเครื่องจักร เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรยางแผ่นผสม (RSS Mixtures Rubber) ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 60,000 ตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 62 และมีแผนที่จะสร้างโรงงานใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิตยางแท่ง (STR) และยางแท่งผสม (Mixtures Rubber) กำลังการผลิต 172,800 ตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 63 ส่วนเงินระดมทุนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ เมื่อรวมการลงทุนในเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรยางแผ่นผสมที่จะแล้วเสร็จในปี 62 และการลงทุนก่อสร้างโรงงาน ยางแท่ง STR และยางแท่งผสมแห่งใหม่ที่จะแล้วเสร็จในปี 63 จะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตยางพาราแปรรูป รวมทั้งโรงงานเป็น 465,600 ตันต่อปี

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 60 บริษัทมีรายได้รวม 9,819.70 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 224.12 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 61 บริษัทมีรายได้รวม 3,976.51 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 166.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.19%


กำลังโหลดความคิดเห็น...