xs
xsm
sm
md
lg

ส่อง 4 กลุ่มหุ้นเด่นท้ายปีอุตฯ ท่องเที่ยว-น้ำมันสดใส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการายวัน 360 - ส่อง 4 กลุ่มหุ้นเด่นรับไตรมาสสุดท้ายปี 2561 พบกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง และน้ำมัน แนวโน้มผลดำเนินงานเร่งตัว กูรูแนะนำเข้าสะสม

เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเศษก็จะผ่านพ้นปี 2561 ก้าวสู่ปี 2562 โดยทั่วไปในไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นช่วงไฮซีซั่นในหลายธุรกิจ เนื่องจากจะมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นของรายได้และยอดขาย อย่างไรก็ตามในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังมีอีกหลายปัจจัยให้ต้องติดตาม ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ซึ่งปัจจัยลบนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักไปทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับหลายประเทศที่อาจขยายตัววงกว้าง จากปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้ต้นทุนสินค้าหลายอย่างสูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จนอาจกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนในปี 2562

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถูกคาดการณ์ว่าจะยิ่งเป็นการเร่งให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ในปี 2562 มีแผนขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ส่วนประเทศไทยแม้ยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยแต่มองว่าคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) ส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าใกล้จะสิ้นสุดนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายแล้ว จากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวชัดเจน น่าจะกดดันมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ถูกคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.4% โดยมีการลงทุนของภาครัฐเป็นปัจจัยสนับสนุน และคาดว่าปีหน้าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยประเมินว่าจะขยายตัวได้ 4.5% หลังสถานการณ์การเมืองในประเทศมีพัฒนาการไปในเชิงบวก เพราะเรื่องการเลือกตั้งที่มีความชัดเจน ถือเป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยาที่สำคัญ

และจากสถานการณ์ต่างที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น ทำให้พบว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2561 มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อัตราการเติบโตที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มพลังงานน้ำมัน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีได้รับปัจจัยผลักดันที่แตกต่างกันไป แต่มีความน่าสนใจเข้าลงทุน ดังนี้

AOT โดดเด่นนำกลุ่มท่องเที่ยว

ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงาน สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 28.54 ล้านราย ขยายตัว 8.71% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และสร้างรายได้รวม 1.49 ล้านล้านบาท ขยายตัว 10.95% ขณะที่นักท่องเที่ยว ที่มีจำนวนมากที่สุด 10 อันดับ ประกอบด้วย จีน, มาเลเซีย, ลาว, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย, กัมพูชา, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และเวียดนาม ตามลำดับ

จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นไปแบบฟื้นตัวเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด หลังจากมีเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต และเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวจีน ที่สนามบินดอนเมือง โดยมาจากแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวต่างๆ ของภาครัฐ ทำให้โครงสร้างการท่องเที่ยวของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง รวมถึงมีอัตราการขยายตัวที่ดีมาโดยตลอด

ส่วนหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่โดดเด่น หลายฝ่ายยกให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เพราะได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกไปบ้างแล้ว แต่ยังมีอัปไซด์อยู่ ส่วนประเด็นการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เกิดข้อพิพาทด้านการออกแบบอาคาร ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้ามองว่าเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น

ล่าสุด ผลดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2561 (ก.ค.-ก.ย.2561) มีโอกาสทำกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 4.52 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.3% ส่งผลให้ภาพรวมงวดปี 2561 (ต.ค.2560 -ก.ย.2561) มีกำไรสุทธิรวม 2.44 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 18.2% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.06 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 8% และมีจำนวนเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นอีก 6.2% ทำให้คาดว่า AOT จะจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 ที่ 1.03 บาทต่อหุ้น

ไม่เพียงเท่านี้ บริษัทยังมีประเด็นที่น่าติดตามอื่นๆ ที่มีผลต่อผลดำเนินงานในอนาคต เช่น การเปิดประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ของสนามบินสุวรรณภูมิเฟสที่ 1 ในปี 2561 รวมถึงการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร (PSC) สำหรับทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศ และเที่ยวบินในประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมา หลายฝ่ายเชื่อว่า ผลการดำเนินงานของ AOT ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 4/2561 และจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือน พ.ย.2561 เป็นต้นไป จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 83.00 บาทต่อหุ้น

CENTEL เตรียมเร่งฟื้นตัวรับไฮซีซั่น

นอกจากนี้ บมจ. โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว ที่โดดเด่นเนื่องจากที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับลงมาค่อนข้างมาก จากความกังวลด้านนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญลดลง แต่ด้วยการฟื้นตัวกลับมาของนักท่องเที่ยว รวมถึงช่วงไฮซีซันของธุรกิจ (ไตรมาส 4/61 และ ไตรมาส 1/62) บริษัทมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาหารยังจะได้รับปัจจัยหนุนจากการเลือกตั้งที่ชัดเจน ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทำให้มีราคาเหมาะสม 53.00 บาทต่อหุ้น

BJC นำกลุ่มค้าปลีกรับช่วงเทศกาล

กลุ่มค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ถูกคาดหมายว่า ผลดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มจะปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่นจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ และไตรมาสแรกของปี 2562 เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาล นอกเหนือจากการบริโภคโดยปกติในช่วงที่ผ่านมา ที่เติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายคาดว่า ในช่วงปลายปีภาครัฐจะออกมาตรการมากระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ และเมื่อรวมกับปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น น่าจะทำให้กำลังซื้อหรือกำลังจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มนี้โดดเด่น โดยบริษัทที่ถูกยกให้มีความน่าสนใจของกลุ่ม ได้แก่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เนื่องจากถูกคาดหมายว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/61 จะเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่มค้าปลีก โดยคาดโต 17.9%

ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของสาขาเดิม (SSSG) ของ BIGC จะพลิกเป็นบวกราว 2.5% แม้จะเผชิญฝนที่ค่อนข้างมาก แต่ถือว่าทำโปรโมชันได้ประสบผลสำเร็จ, คาดอัตรากำไรขั้นต้นจะทำได้ดี เพราะมีการนับสต๊อกของ BIGC ทำให้มีการกลับรายการตั้งสำรองสินค้าเป็นปกติในไตรมาส 3 ของทุกปี และคาดเห็นการเติบโตได้ต่อเนื่องทั้งธุรกิจ Packaging Consumer และ Healthcare and Technical

สิ่งที่น่าสนใจ คือ BJC มีแนวโน้มกำไรจะโตต่อ และทำจุดสูงสุดของปีในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ จากช่วงไฮซีซันธุรกิจ และจะรับรู้โรงงานแก้วแห่งที่ 5 ได้เต็มไตรมาส รวมถึงคาดจะปรับโครงสร้างภาษีได้แล้วเสร็จ และเห็นอัตราภาษีจ่ายลดลง ทำให้ถูกคาดว่า กำไรสุทธิปีนี้จะเติบโต 26% และ 21% ในปีหน้า โดยมีราคาเหมาะสมอยู่ที่ 71.00 บาทต่อหุ้น ภายใต้คาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 6.56 พันล้านบาท

ROBINS ตามติดจากช่วงพีกของปี

ด้าน บมจ. โรบินสัน (ROBINS) ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มค้าปลีกที่มีความโดดเด่นในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ เนื่องจากเข้าไฮซีซันของกลุ่มค้าปลีก มีงานเทศกาลต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ประกอบกับฐานในเดือนตุลาคม ปี 2560 ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ของปีนี้เติบโตอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านี้ ROBINS ยังถูกคาดการณ์ว่ามาร์จินน่าจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ผลจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าไพรเวตแบรนด์ ซึ่งจะเน้นการขายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนเพาเวอร์บาย และซุปเปอร์สปอร์ต ถือว่ามีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะซุปเปอร์สปอร์ต ที่มียอดขายมากกว่า 40% จากการปรับปรุงสาขาเดิม และเทรนด์รักสุขภาพทำให้คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะที่การเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง ซึ่งในช่วงต้นปี 1 แห่งในจังหวัดชลบุรี และไตรมาส 4/61 เตรียมเปิดอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันมียอดจองพื้นที่แล้วกว่า 70-80% ทำให้ประเมินว่า บริษัทจะมีกำไรปี 2561 เติบโต 13% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.74 พันล้านบาท ส่วนปี 2562 คาดว่า กำไรจะเติบโต 14% และกลับมาเปิดสาขาเพิ่มเป็น 3 แห่ง

ปัจจุบัน ROBINS มีระดับการซื้อขายค่อนข้างถูก บนพื้นฐาน P/E ที่ 24-25 เท่า ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มค้าปลีก และต่ำกว่าระดับ P/E ของบริษัทในอดีตที่ 27 เท่า ทำให้มีความน่าสนใจเข้าลงทุน โดยราคาเหมาะสม 79.00 บาทต่อหุ้น

STEC สดใสนำขบวนหุ้นรับเหมา

จากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีอยู่หลายโครงการ และถูกเร่งดำเนินการในช่วงปลายปีนี้ ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2562 ทำให้หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ในช่วงก่อนจะมีการเลือกตั้งหุ้นที่เกี่ยวโยงกับนักการเมือง และหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากการเมือง จะมีการเคลื่อนไหวที่หวือหวา ซึ่งหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง คือ หนึ่งในกลุ่มหุ้นดังกล่าวที่มีการเคลื่อนไหวตอบรับข่าวรัฐบาลในการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีผลลากยาวไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป เพราะจะได้รับผลประโยชน์จากการสานต่อโครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งจะช่วยเติม Backlog ของบริษัทให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นรับเหมาก่อสร้าง ที่น่าสนใจ โดยถูกคาดการณ์ว่า กำไรในไตรมาส 3/61 จะเติบโต 5% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเริ่มงานรถไฟฟ้าสีชมพู-เหลือง และโรงไฟฟ้า Gulf 2 แห่ง รวมถึงเดินเครื่องงานสายสีส้มเต็มที่ แม้ถูกกดดันจากงานรัฐสภาใหม่ และคาดว่ามาร์จินน่าจะอยู่ที่ 7.7% จากการควบคุมต้นทุนได้ดี

ปัจจุบัน บริษัทมีงานในมือ 1.2 แสนล้านบาท มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเกือบ 2 เท่า และรองรับรายได้อย่างน้อย 3 ปี ทำให้ถูกปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าขึ้นเฉลี่ย 16.5% เป็น 1.25 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนในปีก่อน และ 1.58 พันล้านบาท ตามลำดับ จากมาร์จินที่ดีกว่าคาดทำให้มีราคาเหมาะสม 28.50 บาทต่อหุ้น โดยมีปัจจัยบวกจากการเร่งผลักดันงานประมูลภาครัฐจำนวนมากในไตรมาส 4/61-ไตรมาส 1/62

นอกจากนี้ STEC ยังมีปัจจัยบวกที่รออยู่ คือ การยื่นซองประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 2 แสนล้านบาท ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ และรู้ผล 13 พ.ย. ซึ่งคาดเห็นความร่วมมือกันในกลุ่ม BSR (BTS-STEC-RATCH) กับพันธมิตรอีก 1 ราย ขณะเดียวกัน อ้างอิงสถิติการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าก่อนเลือกตั้ง 5 เดือน กลุ่มรับเหมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4%

PTT-PTTEP รับอานิสงส์ราคาน้ำมันขาขึ้น

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2561 เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน จะมีผลในทางปฏิบัติวันที่ 4 พ.ย.นี้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกจะหายไปประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย เข้ามาเพิ่มเติม โดยปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบีย มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 10-11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนการผลิตเชลล์ออยล์ในสหรัฐฯ ก็ประสบปัญหาไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ เนื่องจากเต็มศักยภาพการขนส่งทางท่อแล้ว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาลงทุนขยายแนวท่อส่งน้ำมันอีกระยะหนึ่ง ทำให้ถูกคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น อาจมีผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันในอุตสาหกรรมอย่าง บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบริษัทแม่ ปตท. (PTT) โดย PTTEP มีปัจจัยสนับสนุน คือ ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในแดนสูง หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรของบริษัท เพิ่มขึ้น 720 ล้านบาท และมีผลต่อราคาพื้นฐานที่ 1.60 บาท

ขณะเดียวกัน แม้ปัจจุบัน หลายฝ่ายมองว่า ราคาหุ้น PTTEP เต็มมูลค่าพื้นฐานแล้ว แต่บริษัทยังมี Upside จากการประมูลแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย ซึ่งระทราบผลประมาณ พ.ย.-ธ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่า PTTEP จะสามารถประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกชได้ และมีโอกาสเข้าถือหุ้นในแหล่งเอราวัณ ในสัดส่วน 25% ทางอ้อมในฐานะหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ทำให้ถูกประเมิน Upside เพิ่มอีกประมาณ 18-35 บาท

ไม่เพียงเท่านี้ หลายฝ่ายคาดว่ากำไรปกติงวดไตรมาส 4/61 ของ PTTEP ประมาณ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10-20% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/61 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้กำไรปกติปี 2561 ของบริษัทจะประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% ผลักดันราคาเหมาะสมของหุ้นเพิ่มขึ้นมาที่ 150 บาทต่อหุ้น พร้อมอัตราเงินปันผลเฉลี่ย 3.7%

ขณะที่ PTT มีประเด็นสนับสนุน คือ ภาษีจ่ายจากการโอนสินทรัพย์สู่ PTTOR เป็นรายการพิเศษที่ไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน แม้เป็นรายการเงินสดออกก็ตาม เพราะถือเป็นรายการเพียงครั้งเดียว ส่วนแนวโน้มกำไรปกติในครึ่งปีหลัง ถูกคาดการณ์ว่ายังอยู่ระดับดี หนุนจากกำไรในบริษัทลูกโดยเฉพาะ PTTEP และ PTTGC ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง ชดเชยผลกระทบจากต้นทุนก๊าซ และนโยบายพลังงานของรัฐบาลได้

จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ PTT มีราคาเหมาะสม 60.00 บาทต่อหุ้น จากการได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้งปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 10.5 เท่า พร้อมผลตอบแทนเงินปันผลปี 2561 ที่ 4.3%

นอกจากนี้ PTT ยังมีปัจจัยบวกที่รออยู่ได้แก่แผนการนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ช่วงครึ่งหลังปี 2562 รวมถึงท่อก๊าซ East Mediterranean Gas (EMG) ที่ถูกตัดจำหน่ายราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปตั้งแต่ปี 2554-59 มีโอกาสกลับมาใช้งานอีกครั้งหลังปี 2562 และการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน