คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เผยดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก 4.0 เทียบความสามารถการแข่งขัน 140 ประเทศทั่วโลก ผลสำรวจในปีนี้ชี้ชัด “ไทย” ก้าวสู่ความเป็น 4.0 มากขึ้น สะท้อนภาพยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 หรือ The Fourth Industry Revolution ให้มากขึ้น และสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง
รองศาสตราจารย์ ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ WEF (World Economic Forum) ในประเทศไทย เผยว่า ทางคณะฯ เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลเชิงลึก จากแบบสอบถามกับผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรขนาดใหญ่ และขนาดย่อม ในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย WEF นำไปคำนวณดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก โดยมีตัวชี้วัด 98 ตัว จัดแบ่งเป็น 12 ด้าน ที่สะท้อนภาพความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ
ด้วยเกณฑ์และวิธีในการคำนวณใหม่ของ WEF ที่ได้ออกแบบให้สะท้อนภาพของการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 ด้วยคะแนน 67.5 ซึ่งนับว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมา (โดย WEF ได้นำเกณฑ์ และวิธีการคำนวณตามแนวทาง GCI 4.0 ไปใช้กับข้อมูลของปี 2017) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 40 และมีคะแนน 66.3 แสดงให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ และวิธีการคำนวณ โดยใช้เกณฑ์ 4.0 แล้ว ประเทศไทยได้ก้าวสู่ความเป็น 4.0 มากขึ้น
โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า คะแนนและอันดับของประเทศนั้น หากเปรียบเทียบกับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะพบว่า ด้านที่มีอันดับที่ดี และส่งผลบวกต่อดัชนีความสามารถทางการแข่งขันโดยรวม ได้แก่ ด้านระบบการเงิน (Financial system) ที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 14 ของโลก และได้รับคะแนน 84.19 (จาก 100) โดยในด้านระบบการเงินนั้น มีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมของเงินทุน การให้สินเชื่อ ผลิตภัณฑ์การเงินประเภทต่างๆ รวมทั้งระบบในการลด และกระจายความเสี่ยงต่างๆ ทางด้านการเงิน ตัวอย่างของปัจจัยต่างๆ ภายใต้ด้านการเงิน
ประกอบด้วย วงเงินสินเชื่อที่มีให้กับภาคเอกชน หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือความพร้อมทางด้านการเงินในการสนับสนุนต่อ Startups หรือเสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น นอกจากนี้ ด้านขนาดของตลาด (Market size) ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก และได้รับคะแนน 74.88 (จาก 100) โดยในด้านขนาดของตลาด จะสะท้อนให้เห็นขนาดของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยสามารถเข้าถึง โดยเป็นผลรวมของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และการส่งออก
สำหรับด้านที่ประเทศไทยยังจะต้องพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่ความเป็น 4.0 ให้มากขึ้นนั้น ประกอบไปด้วย ด้านการแข่งขันภายในประเทศ (Product market) ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่อันดับที่ 92 ของโลก ด้วยคะแนน 53.4 โดยในด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับระบบการแข่งขันภายในประเทศที่เปิดให้บริษัทต่างๆ ได้มีโอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียม รวมทั้งการปิดกั้นและความซับซ้อนของกฎระเบียบต่างๆ โดยการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันของบริษัทต่างๆ และกฎระเบียบที่ไม่ซับซ้อน และไม่ปิดกั้นต่อการแข่งขัน ย่อมจะนำไปสู่นวัตกรรมในด้านต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ด้านการศึกษา และทักษะ (Education & skills) ของประเทศไทย ก็ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 66 ของโลก ด้วยคะแนน 62.99
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม ASEAN+3 (ยกเว้น Myanmar ที่ไม่มีข้อมูล) ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับประเทศไทยอย่างสูงนั้น ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 จาก 12 ประเทศ โดยเป็นรองประเทศ สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเลเซีย และจีน ซึ่งถือเป็นอันดับที่คงที่ติดต่อกันมาหลายปี ไม่ว่าจะใช้เกณฑ์และวิธีการวัดแบบใด นับว่าเป็นการสะท้อนสถานะทางการแข่งขันที่มั่นคงของไทยในเวที ASEAN+3 ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ การสำรวจความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ โดย WEF (World Economic Forum) หรือ ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI 4.0) ซึ่งเป็นมาตรวัดที่สำคัญที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเฝ้ารอ และจับตาดู เนื่องด้วยนอกจากจะเป็นการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ รวมถึงยังสามารถชี้ให้เห็นถึงจุดเด่น และประเด็นที่ควรต้องพิจารณา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่งในประเทศไทย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้ ผลการศึกษาทางด้านวิชาการยังพบความสัมพันธ์ในเชิงบวก ระหว่างระดับความสามารถในการแข่งขัน และระดับรายได้ของประชากรในแต่ละประเทศ ทุกประเทศที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของ GCI 4.0 ในปี 2018 เป็นประเทศที่มีระดับรายได้ของประชากรในระดับที่สูง (ระดับรายได้ของประชากรวัดจาก Gross National Income per Capita) สำหรับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 40 อันดับแรกของโลกตามแนวทาง GCI 4.0 มีเพียงประเทศมาเลเซีย (อันดับที่ 25) จีน (อันดับที่ 28) และประเทศไทย (อันดับที่ 38) เท่านั้นที่ไม่ได้มีรายได้ต่อประชากรในระดับที่สูง
การจัดอันดับเปรียบเทียบในภาพรวมของความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศที่ปรากฏใน GCI 4.0 ประกอบไปด้วย 12 ด้าน (Pillars) ที่รวมเข้าเป็นดัชนีองค์รวมดังกล่าว ด้านสภาพแวดล้อมหน่วยงาน (Institutions) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านการประยุกต์ใช้ ICT (ICT Adoption) ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Stability) ด้านสุขภาพ (Health) ด้านการศึกษา และทักษะ (Education and Skills) ด้านการแข่งขันภายในประเทศ (Product Market) ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) ด้านระบบการเงิน (Financial System) ด้านขนาดของตลาด (Market Size) ด้านการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Dynamism) และด้านความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capability)


