xs
xsm
sm
md
lg

หุ้น “โอสถสภา” ดีมานด์แรง บางส่วนคุมเชิงรอโหมโรงจบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการรายวัน 360 องศา - ส่องกระแสดีมานด์หุ้น “โอสถสภา” รายย่อยโอดราคาสูง แต่พร้อมเข้าเก็บหลังพลาดได้โควต้า IPO แถมเชื่อฝีมือผู้ปั้นใช้แรงในเครือผลักดันสร้างฝันสูง ขณะที่บางส่วนรอราคานิ่งหลังบทโหมโรงจบ เพื่อเก็บในราคาจริงรับผลดำเนินงานอนาคต คาดโควต้ากองทุนที่เยอะช่วยเพิ่มแรงดึงดูด



วันที่ 17 ตุลาคมนี้ มาร์เกตแคปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญอีก 6.6-7.5 หมื่นล้านบาท จากระดับในปัจจุบันที่ประมาณ 17.5 ล้านล้านบาท เพราะน้องใหม่แต่เก๋าร่วม 127 ปี อย่างบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP จะทำการซื้อขายบนกระดานหุ้นเป็นครั้งแรก ด้วยราคาจองหุ้น IPO สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ระดับราคาประมาณ 25.00 บาทต่อหุ้น งานนี้เรียกกันว่า ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาทั้งในโลกโซเชียล และสิ่งออนไลน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ต่างโหมประโคมข่าวเผยแพร่ข้อมูลเจ้าของแบรนด์ M-150 กันแบบไม่ว่างเว้นในแต่ละสัปดาห์ แม้กระทั่ง Fanpage ด้านการลงทุนหลากหลาย ต่างหยิบยกข้อมูลบริษัทมาวิเคราะห์แสดงให้เห็นศักยภาพเป็นทิวแถว

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนจากเรื่องนี้ คือ “เสียงโอดครวญ” ของนักลงทุนรายย่อยที่หวังจะได้หุ้น IPO ของ “โอสถสภา” มาครอบครอง แต่ความหวังช่างริบหรี่ด้วยสัดส่วนที่บริษัทเปิดโอกาสให้น้อยสวนทางดับดีมานด์อย่างยิ่ง ทำให้หลายต่อหลายคนต่างเฝ้ารอเข้าไปเก็บสะสมหุ้น OSP ในวันที่ซื้อขายจริงในตลาดแทน เรียกได้ว่าพอทันทีที่เปิดซื้อขาย แรงขายจะมีออกมามากเท่าไร ดีมานด์ที่ต้องการถือครอง OSP ก็พร้อมจะรองรับ แม้ราคาเคาะหุ้นบางเสียงจะร้องว่าแพง!

นอกจากนี้ ในการประเดิมซื้อขายหุ้น OSP ได้มีการประกาศเจตนารมณ์ของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง “นิติ โอสถานุเคราะห์”  ซึ่งประสงค์ที่จะขายหุ้นที่ตนถืออยู่ในราคาเดียวกับราคา IPO ด้วยจำนวน 135.16 ล้านหุ้น ผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Trade Report-Big Lot) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4.50% และจะทำให้  “นิติ” เหลือหุ้น OSP ในการถือครอง 16.28%

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนหลายรายอยากเห็นคือราคาที่แน่ชัดของหุ้น OSP หลังประเดิมเทรด เพราะในไม่มีใครกล้าฟันธงได้ว่า ราคาหุ้นเครื่องดื่มชูกำลังยักษ์ใหญ่จะมีราคาอยู่ในระดับใดถึงจะเรียกได้ว่าสมเหตุสมผล มีการอุปมานำไปเทียบกับผู้แข่งขันในธุรกิจเดียวกันที่เข้าตลาดหุ้นมาก่อนหน้านี้ แม้บริษัทดังกล่าวจะมีขนาดที่เล็กกว่า แต่ราคาที่ซื้อขายในปัจจุบัน (P/E 52 เท่า) ยังสูงกว่าเท่าตัวของราคา IPO “โอสถสภา” ทำให้นักลงทุนบางรายวาดฝันต่อการปรับตัวของราคาหุ้น OSP ไว้สูง ทั้งที่ในอดีตเคยมีบางบริษัทไปไม่ถึงฝัน

ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางกลุ่มเชื่อมั่นต่อบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายหุ้น OSP ว่าด้วยศักยภาพของบริษัทที่มีธนาคารขนาดใหญ่เป็นแบ็กอัป ทำให้น่าจะมีโอกาสได้เห็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ในเครือเข้ามาลงทุนในบริษัทแห่งนี้ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจต่อหุ้น OSP มากขึ้น จากที่ผ่านๆ มาก่อนหน้านี้หุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ผ่านมือจะได้รับแรงผลักดันในรูปแบบใกล้เคียงกัน

แต่ก็มีนักลงทุนบางกลุ่มเลือกที่จะรอให้การซื้อขายหุ้น OSP ลดความร้อนแรงในช่วงแรกลงก่อน แล้วจึงเข้าลงทุน เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับโอกาสในการเข้าเก็บหุ้น OSP หลังจากมีการขายทำกำไรจากผู้ที่ได้รับการจัดสรรหุ้น IPO ออกมาในราคาที่สูง จากนั้น ราคาหุ้นน่าจะมีโอกาสปรับตัวลดลง และทรงตัว ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อการเข้าลงทุน เพื่อรอรับการเติบโตจากผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ และปีหน้า

ไม่เพียงเท่านี้ นักลงทุนบางกลุ่มยังมีคำถามคาใจต่อการเข้าระดมทุนของ OSP ว่าช้าไปหรือไม่ ต่อการปรับตัวเป็นมหาชนของบริษัท หรือสินค้าถึงจุดอิ่มตัวไปแล้ว อัตราการเติบโตมีน้อยกว่าคู่แข่งขันในธุรกิจเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตในส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ OSP แม้จะเป็นเจ้าตลาดด้วยสินค้าในมือที่มีสัดส่วนรวมกัน 54% แต่สัดส่วนดังกล่าวเป็นอัตราที่ลดลง หลังถูกผู้ประกอบการรายอื่นๆ เข้ามาตอดส่วนแบ่งจนทำให้กิจการขยายตัวในระดับนานาประเทศ ทำให้ OSP ต้องหันมาใช้ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือในการระดมทุน และเพื่อปรับตัวรองรับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ปัจจุบันก้าวไปไกลกว่าการให้น้ำหนักเพียงแค่จำหน่ายอยู่แต่ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งจะปรากฏผลที่แน่ชัดในวันที่ 17 ต.ค.นี้ และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือ สินค้าของ “โอสถสภา” ถือเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคภายในประเทศมาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา ยืนยันได้ประการหนึ่งนั้น “ขยายตัวต่อเนื่อง” ส่วนใครจะมีโอกาสครอบครองหุ้นดังกล่าวด้วยราคาในระดับใดนั้น เป็นเรื่องจังหวะในการเข้าลงทุนของแต่ละคน

ย้อนกลับมาที่ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับหุ้น OSP ก่อนที่จะทำการเปิดซื้อขาย 17 ต.ค. เริ่มต้นที่บริษัทมีที่ปรึกษาทางการเงินในการนำพา “โอสถสภา” เข้าตลาดหุ้น พร้อมกับเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น คือ “บล. ภัทร” และ “บล. หลวง” ด้วยจำนวนหุ้น IPO 603.75 ล้านหุ้น ในช่วงราคา 22.00-25.00 บาทต่อหุ้น เปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อเมื่อวันที่ 1-4 ต.ค. และเคาะราคาหุ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.2561 แต่ ณ วันจองซื้อ นักลงทุนทั่วไปจะต้องจองซื้อหุ้น IPO ของบริษัทในราคา 25.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น

ส่วนจำนวนหุ้น IPO จำนวน 603.75 ล้านหุ้นนั้น มาจากหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 506.75 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท Orizon Limited และบริษัท Y Investment Ltd) ไม่เกิน 67 ล้านหุ้น และ 30 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 20.10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท เบื้องต้น คาดจะสามารถระดมเงินทุนจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ประมาณ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท พร้อมกับนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

ทั้งนี้ หุ้น “โอสถสภา” 603.75 ล้านหุ้น ได้ถูกแบ่งสรรสัดส่วนการขายหุ้น ดังนี้ 35% ให้กับนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ และ 65% ให้กับนักลงทุนในประเทศ แบ่งเป็น นักลงทุนสถาบัน 34.50%, บุคคลตามดุลยพินิจ 24.20%, พนักงานบริษัทที่ไม่ใช่กรรมการ 2.70%, คณะผู้บริหารและกรรมการ 0.50% และผู้อุปการคุณ 3% โดยปัจจุบันมีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ (Cornerstone Investors) จำนวน 12 ราย ได้ตกลงจองซื้อหุ้น IPO แล้ว จำนวน 259.34 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 43% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด

ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทจะนำไปใช้พัฒนาธุรกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งใหม่ที่ประเทศพม่า ในระยะแรก 2.42 พันล้านบาท และกำหนดเปิดดำเนินการได้ในไตรมาส 4/2561 เนื่องจากบริษัทต้องการตั้งฐานการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุม หลังมีส่วนแบ่งทางการตลาดในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังอันดับหนึ่ง และถือเป็นตลาดสำคัญที่จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ขณะเดียวกัน เงินส่วนที่เหลือจากการระดมทุน จะนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน 5.65 พันล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมี D/E ลดลงเหลือ 0.0 เท่า ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานต่อไป
 
นอกจากนี้ “โอสถาสภา” มีแผนการขยายธุรกิจยังคงเน้นขยายทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ ตลาดจีน และเวียดนาม เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผ่านหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ มีช่องว่างในการเติบโตสูง เป็นต้น

ตอนนี้ Book Value ของ OSP อยู่ที่ 1.72 บาทต่อหุ้น และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ P/E Ratio ของบริษัทอยู่ระหว่าง 25.97-29.51 เท่า โดยหนี้สินส่วนใหญ่จะอยู่กับธนาคารกรุงเทพ ส่วน P/E Ratio ของบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีค่าเฉลี่ย 31.21 เท่า ส่วนอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E อยู่ที่ 2.5 เท่า

ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้น OSP ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่หลังบริษัทเข้าซื้อขาย “นิติ โอสถานุเคราะห์” จากเดิม 25.00% จะเหลือ 16.28%, Orizon Limited เดิม 24.19% จะเหลือ 17.88%, “เพชร โอสถานุเคราะห์” 6.00% จะเหลือ 4.98%

ในปี 2560 รายได้เฉพาะธุรกิจเครื่องดื่ม OSP อยู่ที่ 1.89 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันอยู่ที่ 1.30 หมื่นล้านบาท ล่าสุด มิ.ย.2561 บริษัทมีสัดส่วนรายได้ แบ่งเป็นรายได้เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ 77.7%, ซัปพลายเชน 10.6%, ของใช้ส่วนบุคคล 9.7%, ธุรกิจให้บริการ 1.2% และสินค้าอื่น 0.8% ขณะที่กำไรสุทธิในปี 2558 อยู่ที่ 2.33 พันล้านบาท ต่อมา เพิ่มขึ้นเป็น 2.98 พันล้านบาทในปี 2559 และ 2.93 พันล้านบาทในปี 2560 ส่วนครึ่งปีแรก 2561 มีกำไรสุทธิ 1.47 พันล้านบาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...