xs
xsm
sm
md
lg

“เอ็นเอฟซี” สยายปีกสู่ธุรกิจขนส่งปิโตรฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บอร์ด “เอ็นเอฟซี” อนุมัติทุ่มเงินกว่า 801 ล้านบาท เทกโอเวอร์ “เอส ซี แคริเออร์” ผู้ให้บริการขนส่งปิโตรฯ หวังต่อยอดธุรกิจ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต คาดปิดดีลภายในสิ้นปีนี้ พร้อมแจกวอร์แรนต์ (NFC-W1) ให้กับผู้ถือหุ้นอัตรา 10 หุ้นสามัญต่อ 1

นายกิจจา สมัญญาหิรัญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารองค์กรบริษัท เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ NFC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 มีมติอนุมัติเข้าซื้อหุ้นสามัญ 4,500,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 100 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท เอส ซี แคริเออร์ จำกัด (SCC) ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งทางบกประเภทวัตถุอันตรายในกลุ่มปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ จากผู้ถือหุ้นเดิมของ SCC ในราคาหุ้นละ 178 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 801 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมของ SCC 2 ราย ได้แก่ บริษัท เอส ซี ออโต โลจิสติกส์ จำกัด (SCA) และบริษัท เอส ซี ออฟชอร์ เซอร์วิส จำกัด (SCOS) ซึ่งถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของ SCC เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันกับบริษัท

ปัจจุบัน SCA มีนายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 63.46 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งทางตรง และทางอ้อม ในสัดส่วนร้อยละ 93.90 และมีกรรมการร่วมกันกับบริษัท ได้แก่ นายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี นายณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี และนางบงกช รุ่งกรไพศาล

ส่วน SCOS มีนายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 63.46 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนร้อยละ 97.67 และมีกรรมการร่วมกันกับบริษัท ได้แก่ นายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี นายณัฐพงษ์ รัตนสุวรรณทวี และนางบงกช รุ่งกรไพศาล คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2561 โดยเงินที่ใช้สำหรับการลงทุนในครั้งนี้มาจากเงินทุนหมุนเวียน และกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ ยังอนุมัติการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 1 (NFC-W1) จำนวนไม่เกิน 108,783,306 หน่วย ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) ในอัตราส่วน 10:1 โดยใบสำคัญแสดงสิทธิมีอายุ 3 ปี และใช้สิทธิปีละ 2 ครั้ง ในราคาการใช้สิทธิ 6.50 บาทต่อหุ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท 81,587,480 บาท จากเดิม 815,874,792 บาท เป็น 897,462,272 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 108,783,306 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.75 บาท

ทั้งนี้ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2561 (Record Date) ในวันที่ 17 ตุลาคม 2561 และจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ในวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561

“มั่นใจว่าการเข้าลงทุนใน SCC ในครั้งนี้ จะช่วยให้บริษัทฯ ขยายสู่การให้บริการด้านลอจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการท่าเทียบเรือ คลังสินค้าเหลว จนถึงการให้บริการขนส่งสินค้าเหลว ซึ่งจะดำเนินการโดย SCC เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก และรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยมีฐานการผลิตส่วนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว”

สามารถรับรู้รายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าของ SCC ได้โดยทันที ซึ่งในการจัดทำงบการเงินของบริษัทจะสะท้อนภาพรวมของฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของทั้งบริษัท และ SCC ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้ที่สูงขึ้น และมีกระแสเงินสด และสภาพคล่องที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการลงทุนพัฒนาโครงการอื่นของบริษัทในอนาคต

อนึ่ง SCC ได้เริ่มให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ตั้งแต่ปี 2539 ด้วยการบริหารจัดการงานขนส่งภายใต้มาตรฐานสากล และการมุ่งเน้นด้านความปลอดภัยอย่างสูงสุด ทำให้ SCC ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำรายใหญ่ของประเทศ อาทิ ปตท., Shell และ Esso อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 SCC เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 8 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี, กำแพงเพชร, ลำปาง, สระบุรี, ปทุมธานี, เชียงราย และราชบุรี เนื้อที่รวม 78 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา นอกจากนี้ SCC ยังถือสิทธิการเช่าที่ดินอีก 7 แห่ง เนื้อที่รวม 48 ไร่ 0 งาน 6 ตารางวา ซึ่งใช้เป็นจุดจอดพักรถ ศูนย์ปฏิบัติการ และศูนย์ซ่อมบำรุงรักษารถขนส่ง

นอกจากนี้ ยังมียานพาหนะสำหรับให้บริการขนส่งทางบกประเภทวัตถุอันตรายในกลุ่มปิโตรเลียม และเคมีภัณฑ์ ประกอบด้วย รถหัวลาก หางเทรลเลอร์ และหางแท็งก์สำหรับบรรทุกของเหลว จำนวนรวม 814 คัน ซึ่งผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินได้ประเมินว่า ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และมีการดูแลรักษาอย่างดี โดยมีมูลค่าตามบัญชี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 รวม 930 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมรวม 1,581 ล้านบาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...