xs
xsm
sm
md
lg

เครดิต สวิส เมินหุ้นไทย ชี้แพง! ความเสี่ยงผันผวนสูง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายพรชัย ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าสายงานธุรกิจหลังทรัพย์ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด
“เครดิต สวิส” ลั่นหุ้นไทยไม่น่าลงทุน เหตุปัจจุบันถือว่ามีราคาแพง และมีความผันผวนจากปัจจัยแวดล้อม แนะจับตา money supply จากตลาดทุนต่างๆ ไหลมาสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้น

นายพรชัย ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าสายงานธุรกิจหลังทรัพย์ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า ประเมินภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยขณะนี้ถือว่าไม่น่าลงทุน เนื่องจากหากพิจารณาจากค่า P/E ที่ 16.65 เท่า ถือว่าหุ้นมีราคาแพงแล้ว และไม่น่าลงทุน ถึงแม้ว่าจะมีการเติบโตของดัชนี SET Index จะอยู่ในขั้นที่น่าพอใจในระดับกลาง ขณะเดียวกัน ยังมีความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่เข้ามากระทบอีกด้วย

“ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การขยายตัวความตึงเครียดทางการค้าอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องด้วยลักษณะเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาการค้าอยู่ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคจะส่งให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product : GDP) ของไทยเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4.3 ในปี 2018 และค่าเงินบาทจะมีเสถียรภาพต่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แม้จะเคยอ่อนค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ในไตรมาสที่ 2 ก็ตาม เรามีมุมมองที่เป็นกลางต่อตราสารหนี้ไทย และคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 3 เดือนข้างหน้า และอยู่ที่ 32.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีลักษณะตลาดเชิงรับ และแนวโน้มด้านเทคนิคภาพรวมล่าสุดยังบ่งชี้ด้วยว่า ตลาดจะมีการชะลอการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรก”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะไม่น่าลงทุนตามปัจจัยดังกล่าวข้างต้น แต่จากวิเคราะห์ภาพรวมหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรมกลับพบว่า หุ้นที่จะได้รับอานิสงส์ในอนาคต 24 เดือนข้างหน้า ได้แก่ หุ้นกลุ่มอสังหาฯ เนื่องจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐในพื้นที่เศรษฐกิจ และกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากประเทศไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น และกลุ่มสื่อสาร ที่มีการเติบโตขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเอกชนไปสู่นโยบาย Thailand 4.0 ตามโรดแมปของรัฐบาลมากขึ้น

ขณะที่ประเมินว่า แนวโน้มการลงทุนทุนในอนาคตจะมีความผันผวนจาก money supply ในตลาดทุนต่างๆ มาสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (emerging markets) มากขึ้น โดยมองว่า ตลาดหุ้นจีน และสิงคโปร์ จะเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจของกลุ่มนักลงทุน

นอกจากนี้ ในส่วนของแนวโน้มเทรนการลงทุนในอนาคต คาดว่าจะมีรูปแบบการลงทุนใน 5 ธีมการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนต่อเนื่อง ได้แก่

1. “ภาวะสังคมพิโรธ (Angry Societies) - โลกแห่งมหาอำนาจหลายขั้ว (Multipolar World)”

ยุคกระแสโลกาภิวัตน์แบบสุดโต่งช่วยลดความไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศต่างๆ ได้ แต่ก็ทำให้ภายในประเทศเกิดความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในสังคม และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองในหลายประเทศตะวันตกอยู่ ณ ขณะนี้ เมื่อมองอนาคตข้างหน้า คาดว่าจะเป็นช่วงเวลาของนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นสนับสนุนผู้บริโภคภายในประเทศ และกระจายการเติบโตมาสู่กลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีการจ้างงานในประเทศสูงอีกครั้ง และช่วยให้บริษัทระดับแนวหน้าของประเทศ รวมถึงแบรนด์ต่างๆ กลุ่มอุตสาหกรรมส่งเสริมและพัฒนาด้านความปลอดภัย และกลุ่มผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ โดดเด่นขึ้น อันเป็นกลุ่มที่บริษัทฯ มองว่าเป็นธีมสำคัญในการลงทุนแบบระยะเวลาหลายปี

2. “โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) - การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ (Closing the Gap)”

รัฐบาลต่างๆ หันมาเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเครดิต สวิส มองว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุน เพราะมีโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งคมนาคมแล้ว ยังมีระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น น้ำ พลังงาน และโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าลงทุน

3. “เทคโนโลยีที่สร้างความสะดวกสบายแก่มนุษย์”

เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในอีกหลายปีข้างหน้า การก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลช่วยเปิดทางให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยบริษัทด้านแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่นำเสนอเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (virtual reality-VR) และเทคโนโลยี AR (augmented reality) จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักๆ ปริมาณข้อมูลมากมายมหาศาลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) และการจัดการข้อมูลขยะ (data waste management) อีกทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (The Fourth Industrial Revolution) จะยังคงส่งผลดีต่อธุรกิจผู้ให้บริการแผงวงจรอิเล็กทรอนิก และหุ่นยนต์ นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ (Healthtech) อินเทอร์เน็ต และโครงการที่เกี่ยวกับข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ ก็เหมาะสมสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต

4. “การปฏิรูปเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) - การลงทุนสำหรับประชากรผู้สูงวัย”

คาดว่าจะมีผู้สูงอายุจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งพันล้านคนภายในปี 2050 และมองว่า นักลงทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงวัย เช่น สินค้าเพื่อผู้สูงวัย บริการสุขภาพผู้สูงวัย และบ้านพักคนชรา น่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี

5. “กลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล”

คนยุคมิลเลนเนียลเป็นรุ่นประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะเติบโตกลายเป็นนักลงทุนที่มีศักยภาพ ซึ่งคนรุ่นนี้ให้ความสำคัญ และความสนใจเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความยั่งยืน พลังงานสะอาด และการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบ (Impacting Investment) และในฐานะที่เป็นคนยุคดิจิทัล ชาวมิลเลนเนียลทั้งหลายได้ทำลายรูปแบบเดิมๆ ของการบริโภค พร้อมทั้งกำหนดนิยามใหม่ และการสร้างแบรนด์ต่างๆ ในแบบฉบับมิลเลนเนียลโดยเฉพาะ


กำลังโหลดความคิดเห็น...