xs
xsm
sm
md
lg

เปิดพอร์ตนายใหญ่ “นกแอร์” “จุฬางกูร” เซียนแห่งการลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แม้แผนงานที่วางไว้ยังไม่ส่งผ่านความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้ในเวลานี้ แต่บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) (NOK) ยังต้องเดินหน้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่กำหนดไว้ เพื่อให้เป้าหมายการหยุดขาดทุนประสบความสำเร็จภายในปีนี้ (2561) หรือปีหน้า (2562) นั่นรวมถึงการไม่ทิ้งตลาดใหญ่ที่ฝากอนาคตไว้กับสายการบินนกสกู๊ต ซึ่ง NOK เตรียมการเพิ่มทุนด้วยการกู้ยืมเงินจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ “จุฬางกูร”แล้ว

ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อบริษัท ด้านผู้บริหารจึงเร่งให้ข้อมูลความคืบหน้าของแผนงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ “จุฬางกรู” มีแผนลงทุนระยะยาวใน NOK และจะไม่ขายทิ้งออกจากพอร์ตตามที่เป็นข่าว โดยล่าสุด ออกมาตอกย้ำด้วย “หทัยรัตน์ จุฬางกูร” นายหญิงแห่งเครือซัมมิทซึ่งนอกจากจะใจดี ควักกระเป๋าปล่อยกู้ 500 ล้านบาทให้ NOK แล้ว ยังเข้าเก็บหุ้นเพิ่มอีก 0.05% รวมเป็น 10.04% ทำให้สัดส่วนรวมของตระกูลที่ถือหุ้นอยู่ในสายการบินโลว์คอสต์แอร์ไลน์แห่งนี้รวมกัน 52.30% (ณัฐพล จุฬางกูร 23.77 %, ทวีฉัตร จุฬางกูร 18.49% และหทัยรัตน์ จุฬางกูร 10.04 %) ขณะที่ บมจ.การบินไทย (THAI) ถือหุ้นในสัดส่วน 21.80%

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การถือหุ้นของกลุ่มจุฬางกูร จะเป็นการถือครองระยะยาวจริงแท้! หรือแค่การเข้ามาจับ NOK ใส่ตะกร้าล้างน้ำ แล้วเตรียมเปลี่ยนถ่ายหุ้นให้กับกลุ่มทุนใหม่ หลังผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับรองเริ่มส่งสัญญาณถอยพร้อมทำกำไร เพื่อกลับมาโฟกัสธุรกิจตัวเอง ซึ่งขาดทุนหนักไม่น้อยหน้าบริษัทร่วมลงทุนแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจ หนีไม่พ้นการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “จุฬางกูร” เพราะต้องยอมรับว่า แต่ละครั้งที่มีข่าวการเปลี่ยนมือของหุ้นที่ทางกลุ่มถืออยู่ในพอร์ตหรือเข้าไปเก็บสะสมนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีผลต่อราคาหุ้นเหล่านั้นไม่มากก็น้อย และจากข้อมูลพบว่า กลุ่ม “จุฬารกูร” นอกจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ NOK แล้วยังมีการถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนอีกหลายแห่ง เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวแห่งการลงทุนหุ้นจริงๆ

“จุฬางกูร-จึงรุ่งเรืองกิจ” พี่น้องแห่งสามมิตร

หากกล่าวถึง “เครือซัมมิท” และ “ไทยซัมมิท” ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดของประเทศรวมกันมากกว่า 70% ไม่เพียงเท่านี้ ทั้งสองแห่งยังเป็นญาติกัน เริ่มที่เครือซัมมิท บริหารโดยตระกูล “จุฬางกูร” ขณะที่ “ไทยซัมมิท” บริหารโดยตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ก่อตั้งตระกูลจุฬางกูร คือ “สรรเสริญ จุฬางกูร” (เดิมชื่อ ฮังตง แซ่จึง) เป็นพี่ชายของ “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” (เดิมชื่อ ฮั้งฮ้อ แซ่จึง) ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวจากการเป็นลูกจ้างร้านซ่อมเบาะรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ต่อมาออกมาตั้งหน้าร้านเองใช้ชื่อว่า บริษัทสามมิตร แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Summit Auto Industry ในปี 2515 จากนั้น ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ได้แยกตัวมาเปิดอาณาจักร “ไทยซัมมิท” ในปี 2520 และทั้ง 2 อาณาจักรได้ขยายความยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงมีการขยายไลน์ธุรกิจมาสู่อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย

ครอบครัวแห่งการลงทุนหุ้น

จากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือว่ากลุ่ม “จุฬางกูร” คือ ครอบครัวแห่งการลงทุนหุ้น ไม่น้อยหน้าตระกูลใหญ่ๆ ของประเทศตระกูลอื่น อีกทั้งอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มทุนที่มีการเข้าลงทุนอยู่ในหุ้นบริษัทต่างๆ รวมกว่า 41 แห่ง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.56 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการถือเข้าถือหุ้นของสองพี่น้อง “ทวีฉัตร จุฬางกรู” และ “ณัฐพล จุฬางกูร”

เริ่มที่ “ทวีฉัตร” ชื่อเสียงในตลาดหุ้นที่ทำให้นักลงทุนรู้จัก เริ่มจากการได้รับการจัดสรรหุ้นไอพีโอ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) จำนวน 2.2 ล้านหุ้น มูลค่า 77 ล้านบาท ขณะที่หุ้น PTT ถูกจองหมดเกลี้ยงเป็นสถิติหุ้นใหม่ด้วยเวลาเพียง 1.07 นาที อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีคุณอาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองอย่าง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” จนเป็นฉนวนเหตุให้ถูกโจมตีในสภา ต่อมาในช่วงปี 2549 ได้ร่วมลงทุนเทกโอเวอร์ บล. พรูเด้นท์ สยามฯ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น บล. ไอร่าฯ (AIRA) ในปัจจุบัน

โดยมีหุ้นที่อยู่ในปัจจุบัน 36 บริษัท ได้แก่ AIRA 19.45%, ALT 1.51%, AMATAV 1.36%, APURE 3.85%, AS 7.68%, AUCT 1.20%, BEC 5.02%, CI 17.29%, FN 1.21%, GCAP 1.61%, GRAMMY 16.23%, GSTEL 3.96%, ITD 0.83%, KASET 7.64%, KKC 2.07%, KOOL 1.46%, LANNA 12.00%, MALEE 0.54%, MM 4.91%, MODERN 2.27%, MPG 4.11%, NOK 18.49%, OISHI 4.21%, PE 24.50%, SAFARI 9.90%, SAMART 2.49%, SDC 2.78%, SE-ED 24.99%, SST 6.43%, SUSCO 2.01%, TNR 0.91%, TSC 8.16%, TVT 6.25%, WAVE 1.54% และ ZMICO 2.06%

นอกจากนี้ “ทวีฉัตร” ยังเคยเข้าลงทุนในหุ้นอีกหลายบริษัท อาทิ AMATA, AP, GLOBAL, GRAND, IVL, JCKH, MONO, NWR, PDI, PSL, SC, TTA เป็นต้น

ขณะที่ “ณัฐพล” นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของโรงเรียนนานาชาติ Berkeley มีการลงทุนในหุ้น AIRA 4.94%, ALT 1.51%, AMATV 1.36%, BEC 1.65%, EFORL 2.46%, GRAMMY 9.85%, GSTEL 5.64%, ITD 0.57%, LOXLEY 1.24%, MPG 5.20%, NEP 7.78%, NNCL 8.32%, NOK 23.77%, ROJANA 3.43%, SAFARI 1.20%, SDC 4.50%, SE-ED 7.04%, THRE 1.09% และ WAVE 10.54%

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา “ณัฐพล” เคยมีการลงทุนในหุ้นอื่นๆ อาทิ AMATA, AP, BA, IVL, JSP, KAMART, MONO, OTO, PSL, S, S&J และ TTA เป็นต้น ส่วน “สรรเสริญ” และ “หทัยรัตน์” ถือหุ้น TSC 31.92%, NOK 10.04%, SAFARI 1.71% และ SE-ED 0.82%

ถือว่าหุ้นในพอร์ตของกลุ่ม “จุฬางกูร” มีการลงทุนที่กระจายในหลากหลายธุรกิจ บางบริษัทมีการถือหุ้นมาอย่างยาวนาน ขณะที่หลายบริษัทมีการปรับลด และเพิ่มสัดส่วนการลงทุน รวมทั้งปล่อยออกเพื่อทำกำไร เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวแห่งการลงทุนหุ้นจริงๆ




กำลังโหลดความคิดเห็น...