xs
xsm
sm
md
lg

บล.กรุงศรี แนะจับตาหุ้นกลุ่ม Oil & Gas เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บล.กรุงศรี คาดกลุ่ม Oil & Gas เริ่มกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น หลังราคาดีเซลมีแนวโน้มสดใสจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง และการนำมาตรการใหม่ของ IMO มาใช้ในปี 2563 ส่วนกลุ่มเดินเรือที่ใช้ระบบเชื้อเพลิงเดิมมีแค่ 2% เท่านั้นที่มีการติดตั้ง scrubber ซึ่งสามารถใช้ HSFO ได้ ส่วนที่เหลือต้องใช้ดีเซล หรือ LSFO ชี้โรงกลั่นมีทางเลือกว่าจะอัปเกรดโรงกลั่น เปลี่ยน crude slate หรือนำน้ำมันเตามาผสมกับน้ำมันดีเซล เพื่อลดสัดส่วนกำมะถัน และโรงกลั่นทุกแห่งจะได้อานิสงส์

นายณภัทร จันทรเสรีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการที่ International Marine time Organization (IMO) จะลดเพดานสัดส่วนกำมะถันลงเหลือ 0.5% จากเดิม 3.5% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ส่งผลต่อหลักเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้สัดส่วนกำมะถันในน้ำมันเตา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการเดินเรือของทั้งโลกลดลง

ดังนั้น เราคาดว่า อุปสงค์น้ำมันเตาที่มีสัดส่วนกำมะถันต่ำ (low sulfur fuel oil หรือ LSFO) จะเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์น้ำมันเตาที่มีสัดส่วนกำมะถันสูง (high sulfur fuel oil หรือ HSFO) จะลดลงในอนาคต และทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิดห่างกันมากขึ้น

ทั้งนี้ กองเรือสามารถเชื้อเพลิงเป็น HSFO ได้แต่ต้องติดตั้ง scrubber เพื่อกำจัดกำมะถัน แต่การติดตั้ง scrubber บนเรือมีต้นทุนประมาณ 3-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ ซึ่งถือว่าแพง หรือไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะกองเรือที่เหลืออายุการใช้งานน้อย โดยมีเรือแค่ 2% เท่านั้นที่ติดตั้ง scrubbers ไว้แล้ว ส่วนที่เหลือต้องใช้ ดีเซล หรือ LSFO

เรือส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่เป็น LSFO ในวันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุน crack spread ของน้ำมันดีเซลให้เพิ่มขึ้นเป็น 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อ bbl จาก 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อ bbl ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ คาดว่าส่วนต่างราคาจะถูกปิดลงภายใน 2-3 ปีเมื่อมีการติดตั้ง scrubber เพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบัน เราคาดว่าทั้งโลกมี VLCC ประมาณ 60k-70k และมีเรือที่ติดตั้ง scrubber ไปแล้วประมาณ 300-400 ลำ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นแค่ 1,700 ลำภายในสิ้นปีหน้า แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% ของกองเรือทั้งโลก ดังนั้น เราคาดว่า กองเรือที่เหลือจะเลือกใช้ดีเซล หรือไม่ก็เป็นเชื้อเพลิงที่เป็น LSFO

ขณะเดียวกัน โรงกลั่นต่างๆ มีทางเลือกว่าจะอัปเกรดโรงกลั่น เปลี่ยน crude slate หรือนำน้ำมันเตามาผสมกับน้ำมันดีเซลเพื่อลดสัดส่วนกำมะถัน ซึ่งโรงกลั่นต่างๆ ต้องอัปเกรดโรงกลั่น, debottleneck, หรือเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้าเพื่อลดธุรกรรมในตลาด HSFO ซึ่งโรงกลั่นแต่ละแห่งจะต้องทำการศึกษาอย่างละเอียดว่าวิธีไหนที่จะคุ้มค่าที่สุด เช่น การพิจารณาติดตั้ง residue hydrocracking (RDCC) ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับบางโรงกลั่น เนื่องจากเป็นวิธีที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้น บางโรงกลั่นก็อาจจะต้องเปลี่ยน crude slate จากกระบวนการกลั่นจาก sour crude เป็น sweet crude แทน หรือขาย HSFO เพื่อใช้เป็น feedstock หรือไม่ก็ใช้ผลิตยางมะตอย

อย่างไรก็ดี มองว่าโรงกลั่นทุกแห่งจะได้อานิสงส์ โดยคาดว่า GRM จะเพิ่มอีก 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อ bbl ในปี 2563 ซึ่ง TOP จะได้อานิสงส์มากที่สุดจากมาตรการของ IMO ในปี 2563 เนื่องจากมีสัดส่วน middle distillates มากที่สุด รองลงมา คือ SPRC ในฐานะที่เป็นธุรกิจโรงกลั่นแท้ๆ ขณะที่ IRPC กำลังสร้างท่อส่งน้ำมันที่ UHV unit เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการแปลงเป็น LSFO ทั้งนี้ PTTGC มีสัดส่วนผลผลิต HSFO สูงที่สุด และจะได้อานิสงส์จากมาตรการนี้น้อยที่สุด เราคาดว่า GRM จะเพิ่มขึ้น 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อ bbl +/- ขึ้นอยู่กับว่าโรงกลั่นจะสะท้อนอุปสงค์ของ middle distillates ที่เพิ่มขึ้นภายในปี 2563 ได้แค่ไหน และจะทำให้เกิดการ re-rate หุ้นโรงกลั่น เราได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น TOP เป็นซื้อ และปรับราคาเป้าหมายเป็น 105 บาท (จากเดิม 83 บาท) และหุ้น SPRC ที่ปรับคำแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 18.50 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...