สศค. เผยกรอบเบื้องต้นคณะทำงาน 4 หน่วยงานเกี่ยวข้องสกุลเงินดิจิทัลต้องเสนอผลศึกษาภายใน 28 ก.พ.นี้
นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า การทำงานของคณะทำงานเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) มีกรอบเวลาเบื้องต้นกำหนดไว้ภายในวันที่ 28 ก.พ. จะต้องเสนอผลศึกษาและแนวทางต่อ Cryptocurrency ต่อกระทรวงการคลังและรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ คณะทำงานได้มีการมอบหมายงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาภายใต้อำนาจหน้าที่ โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแลเรื่องของการกำกับดูแลการลงทุนผ่านตลาดทุน, ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลในเรื่องของการชำระเงินผ่านระบบการชำระเงินของประเทศ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดูประเด็นการใช้ช่องทางนำเงินไม่ถูกกฎหมายมาใช้ ขณะที่กระทรวงการคลังเหมือนกับเป็นคนกลางในการช่วยกันดูแลว่าในแต่ละมุมหน่วยงานใดเกี่ยวข้องอย่างไร
“ท่านได้ไปศึกษาข้อดี ข้อจำกัด ข้อที่เป็นปัญหาอุปสรรค หรือเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างไรบ้าง ทิศทางการทำงานของคณะทำงานจะต้องมีการศึกษาความเป็นมาเป็นไป รวมถึงความเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดยในช่วงระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา Cryptocurrency เป็นสิ่งที่สร้างความหวือหวาในระบบการชำระเงินพอสมควร เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น” นายพรชัย กล่าว
สำหรับกรณีที่มีเอกชนไทยเริ่มทยอยระดมทุนด้วย Cryptocurrency ผ่านการทำ Initial Coin Offering (ICO) แล้วนั้น ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้เข้าไปดูแลโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่ง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการออกหลักเกณฑ์มากำกับดูแล คงไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอก
“การระดมทุนอย่างนี้ต้องไปดูว่า สิ่งที่เขาทำ ทำขึ้นอยู่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ ซึ่งหากทำในต่างประเทศ ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทยที่จะไปควบคุมได้ โดยจากที่ได้ทราบมาบริษัทเหล่านั้น เป็นการไปลงทุนในอนุพันธ์ต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ทาง ก.ล.ต. ก็คงไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะตัวเขาเองก็มีหน้าที่ในการกำกับดูแลก็คงให้ความสำคัญพอสมควร” นายพรชัย กล่าว
ขณะที่ทางกระทรวงการคลังก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลว่าการดำเนินการในลักษณะนี้ การทำธุรกรรมจริงหรือไม่ หากทำธุรกรรมไม่จริง และมีการใช้ข้อมูลเพื่อสื่อสารให้คนเชื่อได้ว่าให้ผลตอบแทนสูง และมีการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า 10 คนขึ้นไป อาจจะเข้าข่ายในเรื่องของการกระทำผิดในรูปแบบของแชร์ลูกโซ่
นายพรชัย กล่าวว่า Cryptocurrency ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็นเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย ส่วนในเรื่องอื่น เป็นเรื่องของการใช้ข้อมูล ซึ่งเงินสกุลดิจิทัลป็นการใช้โปรแกรมพัฒนาข้อมูล นำข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และออกมาเป็นตัว Cryptocurrency ที่อยู่ในวงจำกัด แต่หากมีการเชื่อมโยง หรือสามารถดำเนินการถูกต้องตามสิ่งที่ได้รับ หรือมีการซื้อขายกันจริง ก็คงจะไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าอาจจะมีความเสี่ยงที่เกิดจากตัวเงินสกุลดิจิทัลที่มีความผันผวน และไม่มีมูลค่าที่แท้จริงในตัวเอง ทำให้ผู้ลงทุนจะต้องรับความเสี่ยง อีกทั้งหากไม่มีการทำธุรกรรมนั้นจริง แต่เป็นการหลอกลวง ก็ถือว่าทำผิดกฎหมายการกู้ยืมเงิน และการฉ้อโกงประชาชน
ส่วนความสับสนของประชาชนต่อการลงทุนในธุรกรรมเกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลนั้น เราจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ว่ามีการทำธุรกรรมจริงหรือไม่จริง หรือเข้าข่ายหลอกลวง ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามทำการสื่อสารและทำความเข้าใจ หากผู้ลงทุนไม่แน่ใจก็อย่าเพิ่งเข้าไปลงทุน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็ได้มีการรวมตัวของผู้ที่ถูกหลอกหลายร้อยคน และได้ไปแจ้งความไว้ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่กำลังรวบรวม และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เริ่มตระหนักแล้วว่ามีของไม่จริงเกิดขึ้น ก็ควรจะต้องให้ความสำคัญในส่วนนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวจะต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนจะต้องมีระบบรองรับในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งแยกย่อยออกเป็นระบบการสื่อสาร การนำส่งข้อมูล หรือที่เรียกว่าบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และสามารถช่วยในการชำระ หรือการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง คือ เงินสกุลดิจิทัล ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงที่สามารถประเมินได้
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมประจำปีของ “World Economic Forum” ก็ได้มีการสนทนา และหารือเกี่ยวกับสกุบเงินดิจิทัล ซึ่งทุกฝ่ายไม่ได้มีการปฎิเสธบล็อกเชน เพราะเป็นสิ่งที่มีศักยภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ แต่ตัว Cryptocurrency ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีมากนัก
อย่างไรก็ตาม ก็มีทางผู้ว่าการธนาคารกลางบางประเทศ ระบุว่า Cryptocurrency อาจจะเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรในการพนัน เพราะอาจจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ตัวบล็อกเชน เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าจะให้ความสำคัญ
สำหรับประเทศไทยเอง ในส่วนนี้ทางคณะทำงานก็กำลังพิจารณาว่า ในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องของการวางระบบ ตัวเงินสกุลดิจิทัล ก็ยังต้องมีการศึกษาทั้งสองส่วน และไปดูว่า ในโครงสร้างต่าง ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ หรือบางกลุ่มประเทศที่มีการยอมรับ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีการยอมรับในเรื่องของระบบแลกเปลี่ยนในสกุลเงินดิจิทัล เพียงแต่ว่า ผู้ที่จะเข้ามาเทรดในตลาดหุ้นต้องผูกบัญชีกับตลาดหุ้นเท่านั้น และห้ามให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และเป็นชาวต่างชาติ โดยบังคับให้ธนาคารผู้ให้บริการมีหน้าที่ตรวจสอบด้วย


