หอการค้าไทย ฟันธงโอกาสค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก ส่งผลให้ส่งออกไทยปีนี้โตได้ร้อยละ 6.3 แนะหน่วยงานต้องดูแลไม่ให้ค่าเงินแข็งค่ากว่าภูมิภาคอาเซียน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 6.3 คิดเป็นมูลค่า 252,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และกลุ่มสภาพยุโรป ปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยดีขึ้น และการทำข้อตกลงกับอาเซียน กับจีน จะส่งผลให้ไทยโอกาสส่งออกไปยังจีนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลให้สินค้าจากจีนเข้ามาในไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รวมทั้งจีนชะลอการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางจากไทย หลังจากที่นำเข้าสูงมากในปีที่ผ่านมา อาจทำให้การส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 4
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทไทยยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี เพราะสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากตามที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงอ่อนค่า และส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้น ซึ่งค่าเงินบาทของไทยจะแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จากเงินทุนไหลเข้าทั้งในตลาดทุน และตลาดพันธบัตร โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ร้อยละ 5.9 และกระทบต่อการส่งออกเป็นในราคา 5,385 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณร้อยละ 2.5 ของการส่งออกรวม
นอกจากนี้ ต้องติดตามประเด็นที่จีนจะมีการลดภาษีนำเข้า รวมไปถึงการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้มีมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น แม้สหรัฐฯ จะปรับสถานะไทยจากบัญชีจับตามองพิเศษ (PWL) มาเป็น (WL) เกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาต่อไทยดีขึ้น และคาดว่าไทยจะได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ในกว่า 2 พันรายการสินค้าในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 ก็ตาม ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยในปีนี้ แต่สิ่งที่ต้องติดตามทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อาจจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นลดลงได้ ดังนั้น หน่วยงานที่กำกับดูแลจะต้องไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน และจะต้องดูอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ หากขึ้นไปมากกว่านี้ถือว่าอัตราแรงงานเฉลี่ยต่อวันก็สูงกว่าอาเซียนด้วยเช่นกัน


